Marketing Technology

แนะนำเครื่องมือ Martech ถูกใจสาย Content Marketing

28 มิถุนายน 2567 • 3 min read
แนะนำเครื่องมือ Martech ถูกใจสาย Content Marketing

Content Marketing คือกลยุทธ์การทำการตลาดผ่านเนื้อหาที่เราสร้างสรรค์ขึ้น โดยเนื้อหาเหล่านั้นให้ออกมาดูน่าดึงดูดเรียกความสนใจจากผู้อ่าน ทำให้เขาเกิดความประทับใจ ติดตามเราเรื่อย ๆ และในท้ายที่สุดกลายมาเป็นลูกค้าของเรา

 

 

การสร้างเนื้อหาจำเป็นต้องอาศัยความว่องไว ความคิดที่สร้างสรรค์ และเครื่องมือที่พร้อมจะซัพพอร์ตการทำงานทุก ๆ ด้าน Martech tools หลายชิ้นถูกนำมาใช้เพื่อตอบสนองทั้ง 3 ข้อกล่าวมา ในปัจจุบันเรามีเครื่องมือ Martech ให้เลือกใช้งานเยอะมาก ดังนั้นในบทความนี้ 1Moby จะขอลองหยิบยกเครื่องที่เป็นประโยชน์ในการจัดการเนื้อหา รับรองว่าทุกเครื่องมือ Martech ที่เรายกมานั้นจะต้องโดนใจสาย Content Marketing แน่นอนค่ะ

 

 

เครื่องมือ Martech สำหรับการสร้างและคัดสรรเนื้อหา

1. ระบบจัดการเนื้อหา (CMS)

WordPress: เป็น CMS ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้ ก็ต้องยกให้ WordPress เพราะมีปลั๊กอินและธีมมากมายเพื่อปรับแต่งและเพิ่มประสิทธิภาพเนื้อหา ทั้งใช้งานง่าย มีฟีเจอร์ครบครัน เป็นที่ถูกใจคนทำงานสาย content และ SEO อย่างมากเลยค่ะ

screenshot-1.png

ภาพจาก : https://wordpress.org/

 

Drupal:  มีความยืดหยุ่นและสามารถขยายได้ เหมาะสำหรับกลยุทธ์เนื้อหาที่ซับซ้อนมากขึ้น มักจะถูกเป็นตัวเลือกนำไปเปรียบเทียบกับ Wordpress อยู่เสมอ  

Contentful:  เป็น Headless CMS ที่สามารถรวมเข้ากับแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ ได้ง่าย และมี API สำหรับการส่งมอบเนื้อหา

 

2. เครื่องมือออกแบบกราฟิก

Canva: เป็นเครื่องมือที่ใช้งานง่ายสำหรับการสร้างกราฟิกที่น่าสนใจ อินโฟกราฟิก และโพสต์สื่อสังคมออนไลน์

docs_promo-showcase_012x.jpeg

ภาพจาก : https://www.canva.com/ 

 

Adobe Creative Cloud: เป็นชุดเครื่องมือออกแบบระดับมืออาชีพ รวมถึง Photoshop, Illustrator และ InDesign สำหรับการสร้างเนื้อหาคุณภาพสูง

 

3. เครื่องมือสร้างวิดีโอ

media_106f9efebea6b9710fb16b53798f2a36f78ad7eed.jpeg

ภาพจาก : https://www.adobe.com/

 

Adobe Premiere Pro: เป็นเครื่องมือแก้ไขวิดีโอระดับมืออาชีพที่มีคุณสมบัติขั้นสูงสำหรับการสร้างเนื้อหาวิดีโอที่น่าสนใจ

Final Cut Pro: เป็นซอฟต์แวร์แก้ไขวิดีโอที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ใช้ Mac ที่ได้รับความนิยมจากบรรณาธิการวิดีโอมืออาชีพ

Animoto: เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายสำหรับการสร้างวิดีโอคุณภาพระดับมืออาชีพด้วยการลากและวาง

 

4. เครื่องมือคัดสรรเนื้อหา

Feedly: เป็นตัวรวบรวมฟีด RSS ที่ช่วยให้นักการตลาดสามารถติดตามข่าวสารและแนวโน้มในอุตสาหกรรมได้

341b4ffa5c276dd3f3468b2b2f5d3d32c3857e5c-2938x1690.jpeg

ภาพจาก : https://feedly.com/ 

 

Pocket: เป็นเครื่องมือสำหรับบันทึกและจัดระเบียบบทความ วิดีโอ และเนื้อหาอื่นๆ สำหรับการอ้างอิงและการแชร์ในอนาคต

Curata: เป็นซอฟต์แวร์คัดสรรเนื้อหาที่ใช้การเรียนรู้ของเครื่องเพื่อช่วยให้นักการตลาดค้นพบ จัดระเบียบ และแชร์เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

 

 

แพลตฟอร์มและกลยุทธ์การกระจายเนื้อหา  

การเลือกช่องทางการกระจายเนื้อหาก็สำคัญเช่นเดียวกัน ลองดูธุรกิจหรือแบรนด์ที่คุณทำอยู่นั้นเหมาะกับช่องทางกระจายเนื้อหาเพื่อสื่อสารกับลูกค้าอะไรบ้าง

1. แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์

Facebook: ใช้หน้าและกลุ่ม Facebook เพื่อแชร์เนื้อหาและมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขวาง

Twitter: แชร์เนื้อหาสั้นๆ ที่มีผลกระทบและมีส่วนร่วมกับผู้ติดตามผ่านทวีตและการรีทวีต

LinkedIn: เผยแพร่เนื้อหามืออาชีพ บทความ และมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายที่มุ่งเน้นธุรกิจผ่านหน้าและกลุ่ม LinkedIn

Tiktok : แพลตฟอร์มยอดนิยมที่ทุกแบรนด์ในไทยก้าวเข้ามา และมีหลายแบรนด์ที่ใช้ช่องทางนี้ในการกระจายข้อมูลหลัก เพราะการสร้างเนื้อหาเป็นแบบวิดีโอเน้นไวรัล สามารถวางตะกร้าขายของซื้อ-ขายได้ง่าย และสามารถยิง Ads ได้ นับว่าเป็นแพลตฟอร์มที่เหมาะกับทุกธุรกิจค่ะ

2. การตลาดผ่านอีเมล

Mailchimp: เป็นแพลตฟอร์มการตลาดผ่านอีเมลที่ได้รับความนิยมซึ่งมีคุณสมบัติการทำงานอัตโนมัติ การแบ่งกลุ่ม และการวิเคราะห์ 

Thaibulksms : เป็นเครื่องมือสำหรับสร้างแคมเปญอีเมลแบบมืออาชีพด้วยเทมเพลตที่ปรับแต่งได้และการวิเคราะห์ที่แข็งแกร่ง สามารถลองส่งได้ที่ https://www.thaibulksms.com/ 

3. แพลตฟอร์มการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์

Buddyreview: เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงแบรนด์กับอินฟลูเอนเซอร์เพื่อขยายขอบเขตการเข้าถึงเนื้อหา ค้นอินฟลูที่ใช่กับแบรนด์ของเราเพื่อรีวิวสินค้า 

Tellscore: Influencer Hiring Automation Platform  มีบริการ 2 รูปแบบคือแบบเอเจนซี่ ด้านอินฟลูเอนเซอร์ ครบวงจร พร้อมบริการ Media buy, และ 2 แพลตฟอร์ม Influencer ให้คุณได้ตั้งแคมเปญเองแบบ Self Service

4. การโฆษณาแบบชำระเงิน

Google Ads: เป็นแพลตฟอร์มสำหรับโปรโมทเนื้อหาผ่านการค้นหาและโฆษณาแสดงผล

Facebook Ads: กำหนดเป้าหมายกลุ่มเป้าหมายเฉพาะด้วยเนื้อหาสปอนเซอร์บน Facebook และ Instagram 

 

การวัดผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ของการตลาดเนื้อหา

Content Marketing ย่อมต้องการวัดผลผลงานของตนเองอยู่เสมอ เพื่อการพัฒนาชิ้นงานในครั้งต่อ ๆ ไป มองหาจุดอ่อนเพื่อแก้ไข มองหาจุดแข็งเพื่อเสริมให้แกร่งกว่าเดิม ทั้งหมดก็เพื่อบรรลุตามเป้าหมายที่เรากำหนดไว้ตั้งแต่แรก และเราควรใช้อะไรบ้างในการวัดผลเหล่านั้น

 

1. ดัชนีชี้วัดควาสำเร็จ (KPIs)

Traffic: ตรวจสอบการเข้าชมเว็บไซต์โดยใช้เครื่องมือเช่น Google Analytics เพื่อวัดการเข้าถึงของเนื้อหา 

Engagement: วัดการกดไลค์ การแชร์ ความคิดเห็น และเวลาที่ใช้กับเนื้อหาเพื่อประเมินการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมาย

Lead Generation: ติดตามจำนวนลูกค้าที่มีศักยภาพที่เกิดจากความพยายามทางการตลาดเนื้อหาโดยใช้ระบบ CRM

Conversion Rate: วิเคราะห์เปอร์เซ็นต์ของผู้เข้าชมที่ดำเนินการตามที่ต้องการ (เช่น การซื้อ การสมัครรับจดหมายข่าว) หลังจากมีส่วนร่วมกับเนื้อหา

 

2. เครื่องมือวิเคราะห์

Google Analytics: ให้ข้อมูลเชิงลึกที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการเข้าชมเว็บไซต์ พฤติกรรมผู้ใช้ และการติดตามการแปลง

HubSpot: เป็นแพลตฟอร์มการตลาดแบบครบวงจรที่มีคุณสมบัติการวิเคราะห์และการรายงานรายละเอียด

BuzzSumo: เป็นเครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์ประสิทธิภาพเนื้อหาและการระบุเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพสูงในอุตสาหกรรมของคุณ

 

3. การคำนวณ ROI

Revenue Generated: ติดตามรายได้โดยตรงที่เกิดจากความพยายามทางการตลาดเนื้อหา

Cost of Content Creation and Distribution: รวมต้นทุนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการแจกจ่ายเนื้อหา

ROI Formula: (Revenue Generated - Cost of Content) / Cost of Content * 100 = เปอร์เซ็นต์ ROI

 

 

Content marketing ควรที่จะมีเครื่องมือที่เหมาะสมในการช่วยเหลือด้านการทำงานให้ออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคิด สร้าง และกระจายเนื้อหา อีกทั้งควรวัดผลความสำเร็จที่ตั้งไว้ ด้วยเกณฑ์การวัดผลที่ดีและเหมาะสม เพราะ Content marketing มีส่วนสำคัญในการบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจและขับเคลื่อนการกระทำของลูกค้าที่สร้างผลกำไรได้อย่างมีนัยสำคัญค่ะ 

ที่มา : -

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

article image
Marketing Technology

ลดภาระ Call Center ประกันภัยด้วย LINE OA เชื่อมต่อ Core System เดิม

"จัดการปัญหา Call Center Overload ในธุรกิจประกันภัย ด้วยระบบ Self-Service ผ่าน LINE OA ที่เชื่อมต่อตรงกับ Core System เดิม" หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ศูนย์บริการลูกค้าของธุรกิจประกันภัยรับภาระงานสูง คือข้อมูลในระบบหลังบ้านยังไม่เชื่อมต่อกับช่องทางที่ลูกค้าใช้งาน ลูกค้าจึงต้องติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อสอบถามข้อมูล แม้ข้อมูลนั้นจะมีอยู่ในระบบแล้วงานพื้นฐาน เช่น การตรวจสอบความคุ้มครอง การติดตามสถานะเคลม และการสอบถามวันครบกำหนดชำระเบี้ย จึงใช้เวลาของทีมบริการอย่างต่อเนื่อง และส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานเวลาจัดการต่อเคสเพิ่มขึ้น  เจ้าหน้าที่ต้องค้นหาข้อมูลและตอบคำถามซ้ำ ทำให้มีเวลาน้อยลงสำหรับเคสที่ซับซ้อนคิวรอนานขึ้น อาจกระทบระดับการให้บริการที่กำหนดไว้ หรือ SLA และคะแนนความพึงพอใจของลูกค้า หรือ CSATต้นทุนงานบริการเพิ่มตามปริมาณงาน  องค์กรต้องจัดสรรบุคลากรเพิ่มเติมเพื่อรองรับงานพื้นฐานที่สามารถพัฒนาเป็นบริการอัตโนมัติได้ เปลี่ยนข้อมูลที่มีอยู่ให้เป็นบริการที่ลูกค้าเข้าถึงได้LINE Official Account หรือ LINE OA สามารถเป็นช่องทางให้ลูกค้ารับบริการด้วยตนเอง โดยเชื่อมต่อกับระบบบริหารกรมธรรม์ ระบบเคลม และระบบหลักขององค์กร หรือ Core Systemการเชื่อมต่อนี้ช่วยเปลี่ยนงานสอบถามและติดตามข้อมูลให้เป็นบริการอัตโนมัติ รองรับการใช้งานตลอด 24 ชั่วโมงตามความพร้อมของระบบที่เกี่ยวข้อง และช่วยให้เจ้าหน้าที่มีเวลาสำหรับงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญมากขึ้น1. ตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ด้วยตนเองหลังยืนยันตัวตน ลูกค้าสามารถเรียกดูสถานะกรมธรรม์ รายละเอียดความคุ้มครอง วันครบกำหนดชำระเบี้ย และช่องทางชำระเงินผ่าน LINE OA ตามข้อมูลและบริการที่ระบบขององค์กรรองรับบริการนี้ช่วยลดการโทรสอบถามข้อมูลพื้นฐานและเวลาค้นหาข้อมูลของเจ้าหน้าที่ ซึ่งสนับสนุนการลดเวลาเฉลี่ยในการจัดการต่อเคส หรือ AHT2. ติดตามสถานะเคลม พร้อมรับการแจ้งเตือนอัตโนมัติลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะเคลมล่าสุดจากระบบที่เชื่อมต่อ และรับข้อความแจ้งเตือนเมื่อมีความคืบหน้าตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น การรับเรื่อง การขอเอกสารเพิ่มเติม และการอนุมัติจ่ายสินไหม รวมถึงส่งเอกสารผ่าน LINE ตามรูปแบบบริการที่รองรับการเข้าถึงสถานะด้วยตนเองช่วยลดสายโทรเข้าและข้อความสอบถามซ้ำ พร้อมทำให้ลูกค้าเห็นความคืบหน้าของเคสและสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อได้ชัดเจนขึ้น3. แจ้งเตือนต่ออายุและเชื่อมต่อการชำระเบี้ยเมื่อข้อมูลใน Core System เข้าเงื่อนไขกรมธรรม์ใกล้ครบกำหนด ระบบจะส่งข้อความแจ้งเตือนตามรอบเวลาที่กำหนด ลูกค้าสามารถตรวจสอบความคุ้มครอง ยืนยันข้อมูล และเข้าสู่ช่องทางชำระเงินที่องค์กรรองรับจาก LINE OAกระบวนการนี้ช่วยลดงานโทรติดตามรายบุคคล และอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าต่ออายุกรมธรรม์ได้อย่างต่อเนื่อง 3 ขั้นตอนงานประกันที่จัดการได้ง่ายขึ้นด้วยระบบอัตโนมัติบน LINE OA1. ใช้ระบบเดิมเป็นศูนย์กลางข้อมูล1Moby ออกแบบบริการให้เชื่อมต่อตรงกับ Core System เดิม โดยไม่ต้องรื้อทำใหม่ LINE OA ทำหน้าที่เป็นช่องทางบริการ ขณะที่ระบบหลักยังคงเป็นแหล่งข้อมูลขององค์กรระบบเรียกใช้ข้อมูลผ่านช่องทางที่องค์กรกำหนด โดยอาจใช้ API สำหรับรับส่งข้อมูลระหว่างระบบ หรือมีระบบตัวกลางเพื่อแปลงข้อมูลและจัดลำดับการทำงานให้เหมาะกับโครงสร้างระบบเดิมขอบเขตการประเมินครอบคลุมระบบบริหารกรมธรรม์ ระบบเคลม ระบบลูกค้าสัมพันธ์ ระบบติดตามงานภายใน และระบบชำระเงินหากระบบเดิมยังไม่มี API ที่เหมาะสม ทีมงานจะประเมินแนวทางใช้ระบบตัวกลาง พร้อมพิจารณาข้อจำกัดและผลกระทบก่อนพัฒนา เพื่อให้การเพิ่มบริการสอดคล้องกับการดำเนินงานขององค์กร 2. ออกแบบความปลอดภัยและการกำกับดูแลข้อมูลให้เหมาะกับธุรกิจประกันภัยบริการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลกรมธรรม์ ข้อมูลเคลม และข้อมูลส่วนบุคคล ต้องกำหนดทั้งวิธีเข้าถึงข้อมูลและวิธีตรวจสอบการใช้งานอย่างชัดเจน1Moby พิจารณามาตรการตามความเสี่ยงของแต่ละบริการและนโยบายองค์กร ครอบคลุมการยืนยันตัวตน การกำหนดสิทธิ์เข้าถึง การรักษาความปลอดภัยของช่องทางเชื่อมต่อ การเข้ารหัสระหว่างรับส่งข้อมูล และการบันทึกประวัติการใช้งานการใช้ข้อมูลและการจัดการความยินยอมจะออกแบบให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้าน PDPA และนโยบายภายในขององค์กร1Moby ได้รับการรับรอง ISO/IEC 27001 ด้านระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ และ ISO/IEC 29110 ด้านกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับองค์กรขนาดเล็ก เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการประเมินผู้ให้บริการของฝ่ายไอที ฝ่ายกำกับดูแล และฝ่ายจัดซื้อขอบเขตและมาตรการความปลอดภัยของแต่ละโครงการจะพิจารณาร่วมกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ให้เหมาะกับระบบและบริการที่จะนำไปใช้งาน3. ตัดสินใจจากภาระงาน ความพร้อม และผลที่วัดได้บริการที่ควรเริ่มพัฒนาต้องพิจารณาทั้งปริมาณงาน ความพร้อมของข้อมูล และความเป็นไปได้ในการเชื่อมต่อ 1Moby จึงดำเนินงานผ่าน 4 ขั้นตอนประเมินงานที่ควรเริ่มวิเคราะห์ปริมาณเคส ขั้นตอนที่เกิดความล่าช้า และความพร้อมของระบบเดิมออกแบบบริการและการเชื่อมต่อกำหนดการรับส่งข้อมูล ความปลอดภัย และขั้นตอนที่ลูกค้าใช้งานได้เข้าใจง่ายพัฒนาและนำไปใช้งานเชื่อมต่อระบบโดยคำนึงถึงความเสถียรและปริมาณการใช้งานพร้อมกันที่ต้องรองรับวัดผลและปรับปรุงติดตามปริมาณสายเข้า เวลาเฉลี่ยในการจัดการต่อเคส คะแนนความพึงพอใจของลูกค้า และผลต่อระดับการให้บริการที่กำหนดไว้องค์กรจึงมีข้อมูลสำหรับพิจารณาการลงทุน และประเมินได้ว่าบริการที่พัฒนาช่วยลดภาระงานและยกระดับประสบการณ์ลูกค้าได้เพียงใดค้นหางานบริการที่พร้อมเปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติประเมินว่างานตรวจสอบกรมธรรม์ ติดตามเคลม หรือแจ้งเตือนชำระเบี้ยส่วนใดสามารถพัฒนาเป็นบริการตนเองผ่าน LINE OA โดยใช้ข้อมูลจาก Core System เดิมทีมที่ปรึกษาโซลูชันของ 1Moby พร้อมช่วยประเมินความพร้อมของระบบและแนวทางการเชื่อมต่อเบื้องต้น เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าควรเริ่มจากบริการใดสนใจประเมินความพร้อมของระบบ https://bit.ly/4BbicfN

15 ตุลาคม 2569 • 0 min read
article image
Marketing Technology

“อย่าทำให้ข้อมูลที่เรามีเป็นเหมือนเงินฝาก ต้องเอาไปต่อยอดไปให้เกิดประโยชน์” สรุปข้อคิดที่ได้จากงาน Martech Martalk 2024 โดยคุณธารินทร์ จงประเจิด CEO แห่ง 1Moby และคุณภาณุพงษ์ CEO แห่ง Enoactic

“ยุคนี้ข้อมูลเปรียบเหมือนสินทรัพย์อย่าเก็บข้อมูลไว้เหมือนเงินสด เงินฝาก เพราะมันไม่งอกงามต้องเอาไปต่อยอด ลงทุนให้ธุรกิจเติบโต” คุณธารินทร์ จงประเจิด CEO แห่ง 1Moby ได้กล่าวไว้ในงาน Martech Martalk 2024 เซสชัน Experience Matters: Elevating Customer Journeys  7 พฤศจิกายน 2567 คุณธารินทร์ นำขบวน 1Moby ออกบูธงาน  Martech Martalk 2024 ณ สามย่าน มิตรทาวน์ และในปีนี้คุณธารินทร์ได้ร่วมเป็น Speaker ร่วมพูดคุยในหัวข้อ Experience Matters: Elevating Customer Journeys ร่วมกันกับคุณภาณุพงษ์ CEO แห่ง Enoactic ที่มาแชร์และเสนอมุมมอง Customer Journeys ในปัจจุบัน อะไรเป็นส่วนสำคัญที่ธุรกิจจำเป็นต้องโฟกัส, วัดผล KPIs ถูกนำเข้ามาปรับใช้ได้อย่างไร หรือ  Martech tools ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันยังจำเป็นอยู่ไหม ในการใช้เพื่อ Customer Journeys, Customer Experience ของลูกค้าที่เข้ามาต่อแบรนด์  และอีกประเด็นที่น่าสนใจ Digital Marketing มีมากมายในปัจจุบัน อะไรคือสิ่งสำคัญในการวาง Customer Experience ของคนทำธุรกิจ? เริ่มต้นประเด็นแรกใน ‘เซสชัน Experience Matters: Elevating Customer Journeys’ โดยคุณภาณุพงษ์ อยากให้เราโฟกัส 2 ประเด็นสำคัญ ในการวาง Customer Experience คือ User Needs และ Business Goals  User Needs : ให้ดูทุกส่วนของการทำงาน ไม่ใช่แค่การออกแบบ Solutions ต้องใส่ใจเรื่องของ Performance ต่าง ๆ และการ Develop ด้วยเช่นกัน แต่ท้ายที่สุดสิ่งลูกค้าต้องการจริง ๆ คืออะไร นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด  Business Goals : โฟกัสเรื่องตัวเงินและกำไร เป็นหลักอยู่แล้ว แต่เรา Insight อย่างหนึ่งคือเรื่องการขายแบบ Direct Sales ปัจจุบันลูกค้าไม่รังเกียจการขายประเภทนี้ เพียงแต่เราควรขายแต่พอดี ไม่รบกวนลูกค้ามากจนเกินไป หรือที่เรียกว่าจุด Sweet Spot แนะนำ Tools ที่เสริมสร้าง Customer Engagement ให้กับแบรนด์ได้ลองใช้งาน ประเด็นที่น่าสนใจเพราะเป็นการสร้างให้ลูกค้าสนใจในตัวแบรนด์ของเรา จำเป็นต้องมี Tools ที่ดีในการเข้าซัพพอร์ตธุรกิจ ซึ่งหัวข้อนี้ คุณธารินทร์ จงประเจิด CEO แห่ง 1Moby กล่าวว่า ขั้นนี้สนุกมากเพราะเราจะได้เริ่มมีปฎิสัมพันธ์กับลูกค้า โดยบอกเคล็ดลับไว้ว่า “การเลือก Tools ดีก็อีกเรื่อง แต่ที่สำคัญคือทำอย่างไรให้ Tools นั้นมีประสิทธิภาพ” ซึ่งการทำ Customer Engagement ควรมีศูนย์กลางคือ DATA จึงขอแชร์มุมมองทางเลือก นอกจากการใช้ CDP และ CRM นั่นคือ 1.SMS และ Email เครื่องมือคลาสสิค ตรงไปตรงมา ที่ทุกคนรู้จักกันดี นั่นคือ SMS และ Email  ตอนนี้เราหว่านส่งปกติไม่ได้แล้ว ต้องปรับปรุงเนื้อหาและข้อความให้ตรงใจลูกค้ามากขึ้น ควรทำให้ลูกค้าแต่ละคน ได้รับข้อความที่ตรงใจมากขึ้น ให้ลูกค้ารู้สึกถึงความ Priviate  ส่งแต่พอดี ไม่รำคาญ 2. LONช่องทางที่กำลังมา ซึ่งเป็นการบริการใหม่ของ 1Moby และเป็นฟีเจอร์ของ LINE ที่พึ่งเปิดตัวไม่นาน นั่นคือ LON หรือ LINE Official Notification หลักการคือหลายธุรกิจใช้ LINE OA ในการสื่อสาร ซึ่งเงื่อนไขคือการ User จำเป็นต้องแอด Friend เพิ่ม ID LINE ถึงจะสื่อสารกันได้  แต่ตัว LON ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เราสามารถสื่อสารหากันได้โดยไม่ต้องเป็นเพื่อนกัน นั่นคือการใช้หมายเลขโทรศัพท์ส่งได้เลย  3.  Voice & Videoช่องทางที่กำลังมาแรง เหมาะกับธุรกิจที่มีความซับซ้อนและใช้เวลาพูดคุยนาน 4. Gamification หลายแบรนด์ใหญ่ ๆ นิยมใช้งาน เป็นมินิเกมให้ผู้ใช้งานเข้ามาเล่นเกมภายในแอปพลิเคชัน ช่วยเพิ่ม Engement ได้เป็นอย่างได้ เพิ่ม Traffic และมีโอกาสต่อยอดด้านการขายได้อีกด้วย ซึ่งคุณภาณุพงษ์ เสริมมาว่าทั้งหมดนี้ควรโฟกัสเรื่อง Toch point เป็นสิ่งสำคัญ เรื่องความสำคัญในการจอง การค้นหาบนออนไลน์ หรือ Branding ต่าง ๆ    การเชื่อมต่อ Tools ต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันได้ จะช่วยยกระดับการสร้าง Customer Experience ได้ให้กับแบรนด์อย่างไร คุนธารินทร์เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า เราควรเชื่อมต่อ Tools ต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกัน เพราะการสร้าง Customer Journeys หรือ Customer Experience  เราไม่จำเป็นต้นเลือก Tool ชนิดเดียวในการสร้าง เราสามารถใช้งานร่วมกันได้และทำให้ได้ผลที่ดีขึ้น เราควรเอาเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ให้ตรงประเด็น เช่น ธุรกิจร้านเสื้อค้า พนักงานจะทำการกรองลูกค้าว่าเป็นลูกค้ากลุ่มไหน เพศ อายุ สไตล์การแต่งตัว จากนั้นจะทำการโฆษณาสินค้าเพื่อให้ลูกค้าได้สินค้าที่ตรงใจที่สุด เมื่อเกิดการซื้อ จะมีการเก็บข้อมูล เช่น ลงทะเบียนลูกค้า ทำให้เราสามารถส่งโปรโมชันหรือสินค้าได้ ทุกขั้นตอนมี Tools คอยซัพพอร์ตอยู่แล้ว แต่การใช้งานร่วมกันจะทำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในอนาคต Martech Tools จะมีความสำคัญอย่างไรกับ Customer Experience บ้าง ในมุมมองของคุณธารินทร์ มองว่าในยุคนี้ใคร ๆ ก็ทำ Marketing ดังนั้นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยเหลือนักการตลาดจะเก่งขึ้นเรื่อย ๆ และเราจำเป็นต้องใช้งานเครื่องมือเหล่านี้ เพราะเครื่องมือจะทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้น ใครเร็วกว่าย่อมได้เปรียบกว่า อนาคตเครื่องมือจะเก่งขึ้นไปอีก เพื่อรองรับความคาดหวังของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์มากขึ้นเช่นเดียวกัน นั่นเท่ากับว่าเราจะทำการตลาดยากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นรอดูได้เลยทุกอย่างจะเร็วขึ้นเพราะเครื่องมือโดยเฉพาะ AI   ช่วงสุดท้ายทั้ง 2 ท่าน ได้ให้คำแนะนำเรื่องของ Customer Journeys และ Customer Experience แบรนด์และผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจไว้ด้วย โดยที่คุณภาณุพงษ์  เน้นเรื่องของ people ว่าเราควรจะเข้าไปเข้าในจุดไหนของ Journeys  ลูกค้า ธุรกิจคือเรื่องของผู้คน สุดท้ายเราต้องกลับไปดูเรื่องของผู้คน (back to besic)  ควรลงลึกและเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริงด้านคุณธารินทร์ให้คำแนะนำว่าไม่อยากให้ยึดติด tools ให้เริ่มจากเบสิก อย่างการเริ่มเก็บข้อมูล ถ้ามีข้อมูลใช่ เหมาะกับลูกค้าของเรา จะทำให้พัฒนาธุรกิจได้ชัดเจน ยุคนี้ข้อมูลเหมือนทองคำ แต่เราไม่เอาไปต่อยอด เพราะฉะนั้น อย่าเอาข้อมูลไปเป็นเหมือนเงินฝาก อย่างวู่วามในการใช้ แต่อยากให้เอาไปใช้เกิดประโยชน์ ต่อยอดให้งอกงาม       

8 พฤศจิกายน 2567 • 4 min read
article image
Marketing Technology

มาส่องเทรนด์ Martech ปี 2025 มีแนวโน้มจะเติบโตอย่างไร

การตลาดมักจะมีกระแสใหม่ ๆ มาให้เราจับตาอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่เข้ามาแล้วเกิดกระแสที่แมสจนไม่มีทางที่จะถึงขาลงง่าย ๆ นั่นคือ Martech หรือ Marketing Technology หลายธุรกิจต่าง ๆ ใช้งานเครื่องมือเหล่านี้กันอย่างแพร่หลายทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ จนถึงตอนนี้ Martech ได้เข้ามาอยู่ในชีวิตการทำงานของเราอย่างไม่รู้ตัวและกลายเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญที่เราขาดไม่ได้แล้ว  ในบทความนี้เรามาร่วมคาดคะเนทิศทางของ Martech ว่าจะยังอะไรบ้างที่จะยังอยู่  การเติบโตของอุตสาหกรรม Martechอย่างที่กล่าวไป Martech ถูกใช้งานและพูดถึงอย่างแพร่จนเราขาดไม่ได้ ทำให้มีแนวโน้มที่เติบโตขึ้นในด้านการใช้งานและมีเครื่องมือใหม่ ๆ มาให้เราใช้งานในปี 2025 นี้รอดูได้เลยว่า หลายแบรนด์ดังที่เรารู้จักกันดีและแบรนด์ใหม่ ๆ จะงัดไม้เด็ดเปิดตัวเครื่องมือที่เกี่ยวกับ Martech มาให้เราได้ลองเล่นกันแน่นอน   สิ่งที่จะเข้ามาเสริมบทบาท Martech ให้มากขึ้น1. การเติบโตของ AI และ Machine Learningไม่พูดถึงก็คงไม่ได้สำหรับ AI หรือ Automation Intelligence และ Machine Learning เพราะนี่คือสิ่งสำคัญที่มีบทบาทเป็นมากในการทำให้วงการ Martech เติบโตอย่างก้าวกระโดด และในปี 2025 ที่จะถึงนี้ ผู้พัฒนาจะต้องคิดค้นสิ่งที่จะเข้ามาเติมเต็มให้  AI และ Machine Learning ฉลาดและมีประโยชน์ต่อธุรกิจมากขึ้น  2. การรับข้อมูลแบบ Real-Timeเมื่อไม่นานกระแสการทำ Real-Time Marketing กำลังมาแรง นักการตลาดและเจ้าของธุรกิจต่างพูดถึง ดังนั้นปี 2025 วงการ Martech จะต้องปรับตัว พัฒนาเครื่องมือให้สามารถรับข้อมูลได้ Real Time มากยิ่งขึ้น มีการปรับตัวให้เข้าใกล้คำว่า CDP ที่มีเอกลักษณ์ในการรวมข้อมูลของลูกค้าได้จากทุกที่แบบ  Real-Time(บางแบรนด์)  UniSight เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งของ 1Moby ซึ่งเป็น DCP Platform ที่มีระบบรวบรวมข้อมูลแบบ Real-Time ไม่ต้องรอปี 2025 สามารถใช้งานเครื่อง Martech ที่มีระบบ Real-Time ได้วันนี้ คุณสามารถทดลองฟรี 2 เดือนได้เพียงติดต่อเราที่ 02 798 6024 หรือ Contact@1moby.com 3. การจัดการข้อมูลที่จะเพิ่มมาตรการความปลอดภัยมากขึ้นกฏหมายการคุ้มครองข้อมูล เช่น GDPR,  CCPA หรือในไทยคือ PDPA จะมีความเข้มข้นมากขึ้นเพราะลูกค้าเริ่มป้องกันข้อมูลของตนเองมากขึ้น ทำให้หลายแบรนด์เริ่มตื่นตัวกับกฏหมายดังกล่าวมากขึ้น ดังนั้น Martech จะออกแบบเครื่องมือให้เข้ามามีบทบาทด้านการเป็นสะพายเชื่อมต่อระหว่างคุณและข้อมูลลูกค้าให้ได้มาง่ายและหลายช่องทางมากขึ้น โดยทั้งหมดจะอยู่ภายใต้กฏหมายคุ้มครองข้อมูลลูกค้าอย่างโปร่งใส  4. กระแสการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Work)จริง ๆ แล้วการทำงานแบบไฮบริดเริ่มเป็นเช็กลิสหนึ่งที่พนักงานมองหาในที่ทำงาน เหตุผลหลัก ๆ มีอยู่ 2 ประการ คือ 1.ความเคยชินจากสถานะการ Covid-19 ที่ทุกองค์กรให้ทำงานที่บ้าน และ 2.วัยทำงานเริ่มขยับมาที่กลุ่มเจนซี (Generation Z) ที่ต้องการอิสระในการทำงานและความสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตมากขึ้น ดังนั้นเครื่องมือ Martech ที่เกี่ยวข้องกับการช่วยทำงานไฮบริด จะได้รับความนิยมมากขึ้น เช่น เครื่องมือการประชุมผ่านทางไกล เครื่องมือที่ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ หรือการจัดการทำงารเสมือนจริง เป็นต้น 5. การตลาดผ่านเทคโนโลยีเสียง (Voice Search & Voice Assistants)การสั่งงานด้วยเสียงเป็นอะไรที่นิยมมากในปัจจุบัน เราจะเห็น Marketing Technology แบบนี้อยู่รอบตัวเรามากขึ้น และผู้ช่วยเสียง  (Voice Assistants) อย่าง SIRI, Alexa หรือ Google Assistant นอกจากจะเป็นผู้ช่วยที่คอยโต้ตอบหรือทำตามคำสั่งของเราแล้ว ต่อไปในอนาคต (ไม่แน่ว่าปี 2025 นี้) เราอาจจะได้เห็นการทำโฆษณาหรือขายของผ่านเครื่องมือเหล่านี้  ถ้าจะให้เห็นภาพมากขึ้น ลองมาดูกรณีศึกษาของ “Domino pizza ร่วมมือกับ Alex”ให้คุณได้กินพิซซ่าของ Domino โดยที่ไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ เพียงพูดว่า “Alexa, open Domino’s.” Alexa จะทำการติดต่อไปที่ Domino สาขาใกล้บ้านจากนั้นทำการสั่งและรอทานได้เลย หากอยากรู้ว่าเมื่อไหร่พิซซ่าจะมา ก็สามารถสอบถาม Alexa ได้เช่นเดียวกัน ด้วยคำสั่ง “Alexa, open Dominos and track my order”  ดูตัวอย่างจากสั่ง Domino pizza ด้วย Alex รูปแบบการสั่งด้วยเสียงแบบนี้จะถูกพัฒนาให้มีความหลากหลายในการนำไปใช้งานได้มากขึ้น ไม่แน่เราอาจจะได้เห็นอะไรแบบนี้ในปี 2025 ก็เป็นได้   Martech จะยังถูกพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในปี 2025 นี้เราในฐานะคนทำงานหรือผู้ที่ใช้งานเทคโนโลยี เรามาจับตาดูว่าจะมีเทคโนโลยีอะไรบ้างที่น่าสนใจและเหมาะที่มาเป็นผู้ช่วยเราใยอนาคต ซึ่ง 1Moby เองในฐานะที่บริษัท Martech เราก็จะไม่หยุดพัฒนาและจะนำเสนอเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ต่อคุณอย่างแน่นอนค่ะ

17 ตุลาคม 2567 • 3 min read