บทความทั้งหมด

article image
Marketing Technology

ลดภาระ Call Center ประกันภัยด้วย LINE OA เชื่อมต่อ Core System เดิม

"จัดการปัญหา Call Center Overload ในธุรกิจประกันภัย ด้วยระบบ Self-Service ผ่าน LINE OA ที่เชื่อมต่อตรงกับ Core System เดิม" หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ศูนย์บริการลูกค้าของธุรกิจประกันภัยรับภาระงานสูง คือข้อมูลในระบบหลังบ้านยังไม่เชื่อมต่อกับช่องทางที่ลูกค้าใช้งาน ลูกค้าจึงต้องติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อสอบถามข้อมูล แม้ข้อมูลนั้นจะมีอยู่ในระบบแล้วงานพื้นฐาน เช่น การตรวจสอบความคุ้มครอง การติดตามสถานะเคลม และการสอบถามวันครบกำหนดชำระเบี้ย จึงใช้เวลาของทีมบริการอย่างต่อเนื่อง และส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานเวลาจัดการต่อเคสเพิ่มขึ้น  เจ้าหน้าที่ต้องค้นหาข้อมูลและตอบคำถามซ้ำ ทำให้มีเวลาน้อยลงสำหรับเคสที่ซับซ้อนคิวรอนานขึ้น อาจกระทบระดับการให้บริการที่กำหนดไว้ หรือ SLA และคะแนนความพึงพอใจของลูกค้า หรือ CSATต้นทุนงานบริการเพิ่มตามปริมาณงาน  องค์กรต้องจัดสรรบุคลากรเพิ่มเติมเพื่อรองรับงานพื้นฐานที่สามารถพัฒนาเป็นบริการอัตโนมัติได้เปลี่ยนข้อมูลที่มีอยู่ให้เป็นบริการที่ลูกค้าเข้าถึงได้LINE Official Account หรือ LINE OA สามารถเป็นช่องทางให้ลูกค้ารับบริการด้วยตนเอง โดยเชื่อมต่อกับระบบบริหารกรมธรรม์ ระบบเคลม และระบบหลักขององค์กร หรือ Core Systemการเชื่อมต่อนี้ช่วยเปลี่ยนงานสอบถามและติดตามข้อมูลให้เป็นบริการอัตโนมัติ รองรับการใช้งานตลอด 24 ชั่วโมงตามความพร้อมของระบบที่เกี่ยวข้อง และช่วยให้เจ้าหน้าที่มีเวลาสำหรับงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญมากขึ้น1. ตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ด้วยตนเองหลังยืนยันตัวตน ลูกค้าสามารถเรียกดูสถานะกรมธรรม์ รายละเอียดความคุ้มครอง วันครบกำหนดชำระเบี้ย และช่องทางชำระเงินผ่าน LINE OA ตามข้อมูลและบริการที่ระบบขององค์กรรองรับบริการนี้ช่วยลดการโทรสอบถามข้อมูลพื้นฐานและเวลาค้นหาข้อมูลของเจ้าหน้าที่ ซึ่งสนับสนุนการลดเวลาเฉลี่ยในการจัดการต่อเคส หรือ AHT2. ติดตามสถานะเคลม พร้อมรับการแจ้งเตือนอัตโนมัติลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะเคลมล่าสุดจากระบบที่เชื่อมต่อ และรับข้อความแจ้งเตือนเมื่อมีความคืบหน้าตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น การรับเรื่อง การขอเอกสารเพิ่มเติม และการอนุมัติจ่ายสินไหม รวมถึงส่งเอกสารผ่าน LINE ตามรูปแบบบริการที่รองรับการเข้าถึงสถานะด้วยตนเองช่วยลดสายโทรเข้าและข้อความสอบถามซ้ำ พร้อมทำให้ลูกค้าเห็นความคืบหน้าของเคสและสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อได้ชัดเจนขึ้น3. แจ้งเตือนต่ออายุและเชื่อมต่อการชำระเบี้ยเมื่อข้อมูลใน Core System เข้าเงื่อนไขกรมธรรม์ใกล้ครบกำหนด ระบบจะส่งข้อความแจ้งเตือนตามรอบเวลาที่กำหนด ลูกค้าสามารถตรวจสอบความคุ้มครอง ยืนยันข้อมูล และเข้าสู่ช่องทางชำระเงินที่องค์กรรองรับจาก LINE OAกระบวนการนี้ช่วยลดงานโทรติดตามรายบุคคล และอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าต่ออายุกรมธรรม์ได้อย่างต่อเนื่อง3 ขั้นตอนงานประกันที่จัดการได้ง่ายขึ้นด้วยระบบอัตโนมัติบน LINE OA1. ใช้ระบบเดิมเป็นศูนย์กลางข้อมูล1Moby ออกแบบบริการให้เชื่อมต่อตรงกับ Core System เดิม โดยไม่ต้องรื้อทำใหม่ LINE OA ทำหน้าที่เป็นช่องทางบริการ ขณะที่ระบบหลักยังคงเป็นแหล่งข้อมูลขององค์กรระบบเรียกใช้ข้อมูลผ่านช่องทางที่องค์กรกำหนด โดยอาจใช้ API สำหรับรับส่งข้อมูลระหว่างระบบ หรือมีระบบตัวกลางเพื่อแปลงข้อมูลและจัดลำดับการทำงานให้เหมาะกับโครงสร้างระบบเดิมขอบเขตการประเมินครอบคลุมระบบบริหารกรมธรรม์ ระบบเคลม ระบบลูกค้าสัมพันธ์ ระบบติดตามงานภายใน และระบบชำระเงินหากระบบเดิมยังไม่มี API ที่เหมาะสม ทีมงานจะประเมินแนวทางใช้ระบบตัวกลาง พร้อมพิจารณาข้อจำกัดและผลกระทบก่อนพัฒนา เพื่อให้การเพิ่มบริการสอดคล้องกับการดำเนินงานขององค์กร2. ออกแบบความปลอดภัยและการกำกับดูแลข้อมูลให้เหมาะกับธุรกิจประกันภัยบริการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลกรมธรรม์ ข้อมูลเคลม และข้อมูลส่วนบุคคล ต้องกำหนดทั้งวิธีเข้าถึงข้อมูลและวิธีตรวจสอบการใช้งานอย่างชัดเจน1Moby พิจารณามาตรการตามความเสี่ยงของแต่ละบริการและนโยบายองค์กร ครอบคลุมการยืนยันตัวตน การกำหนดสิทธิ์เข้าถึง การรักษาความปลอดภัยของช่องทางเชื่อมต่อ การเข้ารหัสระหว่างรับส่งข้อมูล และการบันทึกประวัติการใช้งานการใช้ข้อมูลและการจัดการความยินยอมจะออกแบบให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้าน PDPA และนโยบายภายในขององค์กร1Moby ได้รับการรับรอง ISO/IEC 27001 ด้านระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ และ ISO/IEC 29110 ด้านกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับองค์กรขนาดเล็ก เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการประเมินผู้ให้บริการของฝ่ายไอที ฝ่ายกำกับดูแล และฝ่ายจัดซื้อขอบเขตและมาตรการความปลอดภัยของแต่ละโครงการจะพิจารณาร่วมกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ให้เหมาะกับระบบและบริการที่จะนำไปใช้งาน3. ตัดสินใจจากภาระงาน ความพร้อม และผลที่วัดได้บริการที่ควรเริ่มพัฒนาต้องพิจารณาทั้งปริมาณงาน ความพร้อมของข้อมูล และความเป็นไปได้ในการเชื่อมต่อ 1Moby จึงดำเนินงานผ่าน 4 ขั้นตอนประเมินงานที่ควรเริ่มวิเคราะห์ปริมาณเคส ขั้นตอนที่เกิดความล่าช้า และความพร้อมของระบบเดิมออกแบบบริการและการเชื่อมต่อกำหนดการรับส่งข้อมูล ความปลอดภัย และขั้นตอนที่ลูกค้าใช้งานได้เข้าใจง่ายพัฒนาและนำไปใช้งานเชื่อมต่อระบบโดยคำนึงถึงความเสถียรและปริมาณการใช้งานพร้อมกันที่ต้องรองรับวัดผลและปรับปรุงติดตามปริมาณสายเข้า เวลาเฉลี่ยในการจัดการต่อเคส คะแนนความพึงพอใจของลูกค้า และผลต่อระดับการให้บริการที่กำหนดไว้องค์กรจึงมีข้อมูลสำหรับพิจารณาการลงทุน และประเมินได้ว่าบริการที่พัฒนาช่วยลดภาระงานและยกระดับประสบการณ์ลูกค้าได้เพียงใดค้นหางานบริการที่พร้อมเปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติประเมินว่างานตรวจสอบกรมธรรม์ ติดตามเคลม หรือแจ้งเตือนชำระเบี้ยส่วนใดสามารถพัฒนาเป็นบริการตนเองผ่าน LINE OA โดยใช้ข้อมูลจาก Core System เดิมทีมที่ปรึกษาโซลูชันของ 1Moby พร้อมช่วยประเมินความพร้อมของระบบและแนวทางการเชื่อมต่อเบื้องต้น เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าควรเริ่มจากบริการใดสนใจประเมินความพร้อมของระบบ https://www.1moby.com/contact

15 ตุลาคม 2569 • 0 min read
article image
Marketing Technology

“อย่าทำให้ข้อมูลที่เรามีเป็นเหมือนเงินฝาก ต้องเอาไปต่อยอดไปให้เกิดประโยชน์” สรุปข้อคิดที่ได้จากงาน Martech Martalk 2024 โดยคุณธารินทร์ จงประเจิด CEO แห่ง 1Moby และคุณภาณุพงษ์ CEO แห่ง Enoactic

“ยุคนี้ข้อมูลเปรียบเหมือนสินทรัพย์อย่าเก็บข้อมูลไว้เหมือนเงินสด เงินฝาก เพราะมันไม่งอกงามต้องเอาไปต่อยอด ลงทุนให้ธุรกิจเติบโต” คุณธารินทร์ จงประเจิด CEO แห่ง 1Moby ได้กล่าวไว้ในงาน Martech Martalk 2024 เซสชัน Experience Matters: Elevating Customer Journeys  7 พฤศจิกายน 2567 คุณธารินทร์ นำขบวน 1Moby ออกบูธงาน  Martech Martalk 2024 ณ สามย่าน มิตรทาวน์ และในปีนี้คุณธารินทร์ได้ร่วมเป็น Speaker ร่วมพูดคุยในหัวข้อ Experience Matters: Elevating Customer Journeys ร่วมกันกับคุณภาณุพงษ์ CEO แห่ง Enoactic ที่มาแชร์และเสนอมุมมอง Customer Journeys ในปัจจุบัน อะไรเป็นส่วนสำคัญที่ธุรกิจจำเป็นต้องโฟกัส, วัดผล KPIs ถูกนำเข้ามาปรับใช้ได้อย่างไร หรือ  Martech tools ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันยังจำเป็นอยู่ไหม ในการใช้เพื่อ Customer Journeys, Customer Experience ของลูกค้าที่เข้ามาต่อแบรนด์  และอีกประเด็นที่น่าสนใจ Digital Marketing มีมากมายในปัจจุบัน อะไรคือสิ่งสำคัญในการวาง Customer Experience ของคนทำธุรกิจ? เริ่มต้นประเด็นแรกใน ‘เซสชัน Experience Matters: Elevating Customer Journeys’ โดยคุณภาณุพงษ์ อยากให้เราโฟกัส 2 ประเด็นสำคัญ ในการวาง Customer Experience คือ User Needs และ Business Goals  User Needs : ให้ดูทุกส่วนของการทำงาน ไม่ใช่แค่การออกแบบ Solutions ต้องใส่ใจเรื่องของ Performance ต่าง ๆ และการ Develop ด้วยเช่นกัน แต่ท้ายที่สุดสิ่งลูกค้าต้องการจริง ๆ คืออะไร นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด  Business Goals : โฟกัสเรื่องตัวเงินและกำไร เป็นหลักอยู่แล้ว แต่เรา Insight อย่างหนึ่งคือเรื่องการขายแบบ Direct Sales ปัจจุบันลูกค้าไม่รังเกียจการขายประเภทนี้ เพียงแต่เราควรขายแต่พอดี ไม่รบกวนลูกค้ามากจนเกินไป หรือที่เรียกว่าจุด Sweet Spot แนะนำ Tools ที่เสริมสร้าง Customer Engagement ให้กับแบรนด์ได้ลองใช้งาน ประเด็นที่น่าสนใจเพราะเป็นการสร้างให้ลูกค้าสนใจในตัวแบรนด์ของเรา จำเป็นต้องมี Tools ที่ดีในการเข้าซัพพอร์ตธุรกิจ ซึ่งหัวข้อนี้ คุณธารินทร์ จงประเจิด CEO แห่ง 1Moby กล่าวว่า ขั้นนี้สนุกมากเพราะเราจะได้เริ่มมีปฎิสัมพันธ์กับลูกค้า โดยบอกเคล็ดลับไว้ว่า “การเลือก Tools ดีก็อีกเรื่อง แต่ที่สำคัญคือทำอย่างไรให้ Tools นั้นมีประสิทธิภาพ” ซึ่งการทำ Customer Engagement ควรมีศูนย์กลางคือ DATA จึงขอแชร์มุมมองทางเลือก นอกจากการใช้ CDP และ CRM นั่นคือ 1.SMS และ Email เครื่องมือคลาสสิค ตรงไปตรงมา ที่ทุกคนรู้จักกันดี นั่นคือ SMS และ Email  ตอนนี้เราหว่านส่งปกติไม่ได้แล้ว ต้องปรับปรุงเนื้อหาและข้อความให้ตรงใจลูกค้ามากขึ้น ควรทำให้ลูกค้าแต่ละคน ได้รับข้อความที่ตรงใจมากขึ้น ให้ลูกค้ารู้สึกถึงความ Priviate  ส่งแต่พอดี ไม่รำคาญ 2. LONช่องทางที่กำลังมา ซึ่งเป็นการบริการใหม่ของ 1Moby และเป็นฟีเจอร์ของ LINE ที่พึ่งเปิดตัวไม่นาน นั่นคือ LON หรือ LINE Official Notification หลักการคือหลายธุรกิจใช้ LINE OA ในการสื่อสาร ซึ่งเงื่อนไขคือการ User จำเป็นต้องแอด Friend เพิ่ม ID LINE ถึงจะสื่อสารกันได้  แต่ตัว LON ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เราสามารถสื่อสารหากันได้โดยไม่ต้องเป็นเพื่อนกัน นั่นคือการใช้หมายเลขโทรศัพท์ส่งได้เลย  3.  Voice & Videoช่องทางที่กำลังมาแรง เหมาะกับธุรกิจที่มีความซับซ้อนและใช้เวลาพูดคุยนาน 4. Gamification หลายแบรนด์ใหญ่ ๆ นิยมใช้งาน เป็นมินิเกมให้ผู้ใช้งานเข้ามาเล่นเกมภายในแอปพลิเคชัน ช่วยเพิ่ม Engement ได้เป็นอย่างได้ เพิ่ม Traffic และมีโอกาสต่อยอดด้านการขายได้อีกด้วย ซึ่งคุณภาณุพงษ์ เสริมมาว่าทั้งหมดนี้ควรโฟกัสเรื่อง Toch point เป็นสิ่งสำคัญ เรื่องความสำคัญในการจอง การค้นหาบนออนไลน์ หรือ Branding ต่าง ๆ    การเชื่อมต่อ Tools ต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันได้ จะช่วยยกระดับการสร้าง Customer Experience ได้ให้กับแบรนด์อย่างไร คุนธารินทร์เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า เราควรเชื่อมต่อ Tools ต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกัน เพราะการสร้าง Customer Journeys หรือ Customer Experience  เราไม่จำเป็นต้นเลือก Tool ชนิดเดียวในการสร้าง เราสามารถใช้งานร่วมกันได้และทำให้ได้ผลที่ดีขึ้น เราควรเอาเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ให้ตรงประเด็น เช่น ธุรกิจร้านเสื้อค้า พนักงานจะทำการกรองลูกค้าว่าเป็นลูกค้ากลุ่มไหน เพศ อายุ สไตล์การแต่งตัว จากนั้นจะทำการโฆษณาสินค้าเพื่อให้ลูกค้าได้สินค้าที่ตรงใจที่สุด เมื่อเกิดการซื้อ จะมีการเก็บข้อมูล เช่น ลงทะเบียนลูกค้า ทำให้เราสามารถส่งโปรโมชันหรือสินค้าได้ ทุกขั้นตอนมี Tools คอยซัพพอร์ตอยู่แล้ว แต่การใช้งานร่วมกันจะทำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในอนาคต Martech Tools จะมีความสำคัญอย่างไรกับ Customer Experience บ้าง ในมุมมองของคุณธารินทร์ มองว่าในยุคนี้ใคร ๆ ก็ทำ Marketing ดังนั้นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยเหลือนักการตลาดจะเก่งขึ้นเรื่อย ๆ และเราจำเป็นต้องใช้งานเครื่องมือเหล่านี้ เพราะเครื่องมือจะทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้น ใครเร็วกว่าย่อมได้เปรียบกว่า อนาคตเครื่องมือจะเก่งขึ้นไปอีก เพื่อรองรับความคาดหวังของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์มากขึ้นเช่นเดียวกัน นั่นเท่ากับว่าเราจะทำการตลาดยากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นรอดูได้เลยทุกอย่างจะเร็วขึ้นเพราะเครื่องมือโดยเฉพาะ AI   ช่วงสุดท้ายทั้ง 2 ท่าน ได้ให้คำแนะนำเรื่องของ Customer Journeys และ Customer Experience แบรนด์และผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจไว้ด้วย โดยที่คุณภาณุพงษ์  เน้นเรื่องของ people ว่าเราควรจะเข้าไปเข้าในจุดไหนของ Journeys  ลูกค้า ธุรกิจคือเรื่องของผู้คน สุดท้ายเราต้องกลับไปดูเรื่องของผู้คน (back to besic)  ควรลงลึกและเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริงด้านคุณธารินทร์ให้คำแนะนำว่าไม่อยากให้ยึดติด tools ให้เริ่มจากเบสิก อย่างการเริ่มเก็บข้อมูล ถ้ามีข้อมูลใช่ เหมาะกับลูกค้าของเรา จะทำให้พัฒนาธุรกิจได้ชัดเจน ยุคนี้ข้อมูลเหมือนทองคำ แต่เราไม่เอาไปต่อยอด เพราะฉะนั้น อย่าเอาข้อมูลไปเป็นเหมือนเงินฝาก อย่างวู่วามในการใช้ แต่อยากให้เอาไปใช้เกิดประโยชน์ ต่อยอดให้งอกงาม       

8 พฤศจิกายน 2567 • 4 min read
article image
Marketing Technology

มาส่องเทรนด์ Martech ปี 2025 มีแนวโน้มจะเติบโตอย่างไร

การตลาดมักจะมีกระแสใหม่ ๆ มาให้เราจับตาอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่เข้ามาแล้วเกิดกระแสที่แมสจนไม่มีทางที่จะถึงขาลงง่าย ๆ นั่นคือ Martech หรือ Marketing Technology หลายธุรกิจต่าง ๆ ใช้งานเครื่องมือเหล่านี้กันอย่างแพร่หลายทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ จนถึงตอนนี้ Martech ได้เข้ามาอยู่ในชีวิตการทำงานของเราอย่างไม่รู้ตัวและกลายเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญที่เราขาดไม่ได้แล้ว  ในบทความนี้เรามาร่วมคาดคะเนทิศทางของ Martech ว่าจะยังอะไรบ้างที่จะยังอยู่  การเติบโตของอุตสาหกรรม Martechอย่างที่กล่าวไป Martech ถูกใช้งานและพูดถึงอย่างแพร่จนเราขาดไม่ได้ ทำให้มีแนวโน้มที่เติบโตขึ้นในด้านการใช้งานและมีเครื่องมือใหม่ ๆ มาให้เราใช้งานในปี 2025 นี้รอดูได้เลยว่า หลายแบรนด์ดังที่เรารู้จักกันดีและแบรนด์ใหม่ ๆ จะงัดไม้เด็ดเปิดตัวเครื่องมือที่เกี่ยวกับ Martech มาให้เราได้ลองเล่นกันแน่นอน   สิ่งที่จะเข้ามาเสริมบทบาท Martech ให้มากขึ้น1. การเติบโตของ AI และ Machine Learningไม่พูดถึงก็คงไม่ได้สำหรับ AI หรือ Automation Intelligence และ Machine Learning เพราะนี่คือสิ่งสำคัญที่มีบทบาทเป็นมากในการทำให้วงการ Martech เติบโตอย่างก้าวกระโดด และในปี 2025 ที่จะถึงนี้ ผู้พัฒนาจะต้องคิดค้นสิ่งที่จะเข้ามาเติมเต็มให้  AI และ Machine Learning ฉลาดและมีประโยชน์ต่อธุรกิจมากขึ้น  2. การรับข้อมูลแบบ Real-Timeเมื่อไม่นานกระแสการทำ Real-Time Marketing กำลังมาแรง นักการตลาดและเจ้าของธุรกิจต่างพูดถึง ดังนั้นปี 2025 วงการ Martech จะต้องปรับตัว พัฒนาเครื่องมือให้สามารถรับข้อมูลได้ Real Time มากยิ่งขึ้น มีการปรับตัวให้เข้าใกล้คำว่า CDP ที่มีเอกลักษณ์ในการรวมข้อมูลของลูกค้าได้จากทุกที่แบบ  Real-Time(บางแบรนด์)  UniSight เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งของ 1Moby ซึ่งเป็น DCP Platform ที่มีระบบรวบรวมข้อมูลแบบ Real-Time ไม่ต้องรอปี 2025 สามารถใช้งานเครื่อง Martech ที่มีระบบ Real-Time ได้วันนี้ คุณสามารถทดลองฟรี 2 เดือนได้เพียงติดต่อเราที่ 02 798 6024 หรือ Contact@1moby.com 3. การจัดการข้อมูลที่จะเพิ่มมาตรการความปลอดภัยมากขึ้นกฏหมายการคุ้มครองข้อมูล เช่น GDPR,  CCPA หรือในไทยคือ PDPA จะมีความเข้มข้นมากขึ้นเพราะลูกค้าเริ่มป้องกันข้อมูลของตนเองมากขึ้น ทำให้หลายแบรนด์เริ่มตื่นตัวกับกฏหมายดังกล่าวมากขึ้น ดังนั้น Martech จะออกแบบเครื่องมือให้เข้ามามีบทบาทด้านการเป็นสะพายเชื่อมต่อระหว่างคุณและข้อมูลลูกค้าให้ได้มาง่ายและหลายช่องทางมากขึ้น โดยทั้งหมดจะอยู่ภายใต้กฏหมายคุ้มครองข้อมูลลูกค้าอย่างโปร่งใส  4. กระแสการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Work)จริง ๆ แล้วการทำงานแบบไฮบริดเริ่มเป็นเช็กลิสหนึ่งที่พนักงานมองหาในที่ทำงาน เหตุผลหลัก ๆ มีอยู่ 2 ประการ คือ 1.ความเคยชินจากสถานะการ Covid-19 ที่ทุกองค์กรให้ทำงานที่บ้าน และ 2.วัยทำงานเริ่มขยับมาที่กลุ่มเจนซี (Generation Z) ที่ต้องการอิสระในการทำงานและความสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตมากขึ้น ดังนั้นเครื่องมือ Martech ที่เกี่ยวข้องกับการช่วยทำงานไฮบริด จะได้รับความนิยมมากขึ้น เช่น เครื่องมือการประชุมผ่านทางไกล เครื่องมือที่ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ หรือการจัดการทำงารเสมือนจริง เป็นต้น 5. การตลาดผ่านเทคโนโลยีเสียง (Voice Search & Voice Assistants)การสั่งงานด้วยเสียงเป็นอะไรที่นิยมมากในปัจจุบัน เราจะเห็น Marketing Technology แบบนี้อยู่รอบตัวเรามากขึ้น และผู้ช่วยเสียง  (Voice Assistants) อย่าง SIRI, Alexa หรือ Google Assistant นอกจากจะเป็นผู้ช่วยที่คอยโต้ตอบหรือทำตามคำสั่งของเราแล้ว ต่อไปในอนาคต (ไม่แน่ว่าปี 2025 นี้) เราอาจจะได้เห็นการทำโฆษณาหรือขายของผ่านเครื่องมือเหล่านี้  ถ้าจะให้เห็นภาพมากขึ้น ลองมาดูกรณีศึกษาของ “Domino pizza ร่วมมือกับ Alex”ให้คุณได้กินพิซซ่าของ Domino โดยที่ไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ เพียงพูดว่า “Alexa, open Domino’s.” Alexa จะทำการติดต่อไปที่ Domino สาขาใกล้บ้านจากนั้นทำการสั่งและรอทานได้เลย หากอยากรู้ว่าเมื่อไหร่พิซซ่าจะมา ก็สามารถสอบถาม Alexa ได้เช่นเดียวกัน ด้วยคำสั่ง “Alexa, open Dominos and track my order”  ดูตัวอย่างจากสั่ง Domino pizza ด้วย Alex รูปแบบการสั่งด้วยเสียงแบบนี้จะถูกพัฒนาให้มีความหลากหลายในการนำไปใช้งานได้มากขึ้น ไม่แน่เราอาจจะได้เห็นอะไรแบบนี้ในปี 2025 ก็เป็นได้   Martech จะยังถูกพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในปี 2025 นี้เราในฐานะคนทำงานหรือผู้ที่ใช้งานเทคโนโลยี เรามาจับตาดูว่าจะมีเทคโนโลยีอะไรบ้างที่น่าสนใจและเหมาะที่มาเป็นผู้ช่วยเราใยอนาคต ซึ่ง 1Moby เองในฐานะที่บริษัท Martech เราก็จะไม่หยุดพัฒนาและจะนำเสนอเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ต่อคุณอย่างแน่นอนค่ะ

17 ตุลาคม 2567 • 3 min read
article image
Marketing Technology

SaaS, PaaS, IaaS คืออะไรและแตกต่างกันอย่างไร

ปัจจุบันมีคำศัพท์เกี่ยวกับ Martech เยอะมาก จนบางครั้งเราก็ตามไม่ทัน อย่างเช่นคำว่า SaaS, PaaS และ IaaS ซึ่งทั้ง 3 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร ลองมาดูความหมายของทั้ง 3 คำนี้กันค่ะ  SaaS (Software as a Service) คืออะไรSaaS หรือ Software as a Service คือบริการซอฟต์แวร์รูปแบบหนึ่ง ที่ให้บริการซอฟแวร์ผ่านอินเทอร์เน็ต  โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง ซอฟต์แวร์จะทำงานบนคลาวด์เซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ และสามารถใช้งานได้ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ ซึ่งเป็นระบบซอฟแวร์ที่นิยมอย่างมากในตอนนี้  ข้อดีของ SaaS:ลดต้นทุนเพราะไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ที่ต้องติดตั้งภายในองค์กรผู้ใช้งานจะได้รับการอัพเดตอัตโนมัติจากระบบ ทำให้เราได้รับฟีเจอร์และความสามารถใหม่อยู่เสมอ สามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ตค่าบริการมักจะเป็นแบบสมัครสมาชิก ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการลงทุนได้ดีมีความยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนแผนการใชข้งานได้ตลอด สามารถเพิ่มหรือลดพื้นที่การจัดเก็บข้อมูล หรือซื้อฟีเจอร์ที่ต้องการใช้ได้  PaaS (Platform as a Service)PaaS หรือ Platform as a Service คือบริการแพลตฟอร์มที่ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันสามารถใช้สร้าง ทดสอบ และปรับใช้แอปพลิเคชันของตนได้โดยไม่ต้องจัดการกับระบบปฏิบัติการหรือฮาร์ดแวร์โดยตรง PaaS ให้ความยืดหยุ่นในการพัฒนาและลดความซับซ้อนในการจัดการโครงสร้างพื้นฐานPaaS (Platform as a Service) คือบริการที่ให้แพลตฟอร์มหรือโครงสร้างพื้นฐานที่นักพัฒนาสามารถใช้เพื่อสร้าง พัฒนา ทดสอบ และใช้งานแอปพลิเคชันโดยไม่ต้องจัดการกับฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์พื้นฐานเอง ผู้ให้บริการ PaaS จะจัดการเรื่องเซิร์ฟเวอร์ การจัดเก็บข้อมูล ระบบปฏิบัติการ และเครื่องมือการพัฒนาให้นักพัฒนามุ่งเน้นไปที่การเขียนและปรับปรุงโค้ด ข้อดีของ PaaS:ช่วยให้ผู้พัฒนาสามารถมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาแอปพลิเคชัน ไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการระบบมีเครื่องมือและเฟรมเวิร์กที่พร้อมใช้งานสำหรับการพัฒนาสามารถปรับขนาดการใช้งานได้ตามความต้องการลดเวลาพัฒนา ช่วยให้นักพัฒนาสามารถพัฒนาและใช้งานแอปได้เร็วขึ้น เนื่องจากมีแพลตฟอร์มพร้อมใช้งานรองรับการทำงานร่วมกัน: นักพัฒนาหลายคนสามารถทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์มเดียวกันได้อย่างราบรื่น  IaaS (Infrastructure as a Service)IaaS หรือ Infrastructure as a Service คือบริการที่ให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงและจัดการทรัพยากรฮาร์ดแวร์ เช่น เซิร์ฟเวอร์, ที่เก็บข้อมูล และเครือข่าย ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยที่ผู้ใช้งานสามารถติดตั้งระบบปฏิบัติการ ซอฟต์แวร์ และแอปพลิเคชันตามความต้องการ ข้อดีของ IaaS:ความยืดหยุ่นสูงสุดในการจัดการและปรับแต่งโครงสร้างพื้นฐานช่วยลดต้นทุนในการซื้อฮาร์ดแวร์จริงสามารถปรับขนาดทรัพยากรได้ตามความต้องการของธุรกิจ ความแตกต่างระหว่าง SaaS, PaaS, และ IaaSSaaS: เน้นที่การให้บริการซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่ผู้ใช้สามารถใช้ได้ทันทีPaaS: เน้นที่การให้แพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนาและปรับใช้แอปพลิเคชันIaaS: เน้นที่การให้ทรัพยากรฮาร์ดแวร์ที่ผู้ใช้สามารถจัดการได้ตามความต้องการ   

17 กันยายน 2567 • 2 min read
article image
Marketing Technology

6 เครื่องมือ Martech แบบ Communication Platform ที่คุณไม่ควรพลาด

เครื่องมือ Martech ที่ช่วยให้เราสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ อย่างเครื่องมือประเภท Communication Platform มีรูปแบบอะไรบ้าง ในบทความนี้เรามีตัวอย่างมาแนะนำให้คุณเลือกใช้งานค่ะ  Communication Platform คือระบบหรือเครื่องมือที่ช่วยในการสื่อสารระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น การส่งข้อความเสียง, ตัวอักษร, ภาพ, ลิงก์ หรือไฟล์ต่าง ๆ ซึ่ง Martech แบบ Communication Platform สามารถมีได้ทั้งในรูปแบบซอฟต์แวร์ที่ใช้งานบนคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์มือถือ เครื่องมือประเภทนี้มักจะใช้เพื่อการสื่อสารรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งการสื่อสารภายในทีม หรือติดต่อกับลูกค้า Communication Platform ถือเป็นส่วนหนึ่งของ Martech (Marketing Technology) หากแพลตฟอร์มนั้นถูกนำมาใช้ในการสื่อสารกับลูกค้าเพื่อการตลาดและการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า Communication Platform จะมีฟังก์ชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตลาดและการจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship Management)   ตัวอย่างของ MarTech ประเภท Communication Platform 1. Email Marketing Platformsแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถส่งอีเมลการตลาดไปยังลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อสารได้หลายจุดประสงค์ ทั้งการส่งข้อมูลข่าวสาร, แจ้งเตือน, การกระตุ้นยอดขาย, บอกต่อโปรโมชัน รวมถึงมีการติดตามและวิเคราะห์ผลลัพธ์ของแคมเปญ  การส่งอีเมลมีความสามารถที่อำนวยความสะดวกแก่นักการตลาดได้อีก เช่น การวาง Email Automation วาง Flow อีเมลเพื่อส่งหาลูกค้าตามเงื่อนไขที่วางไว้, ระบบจัดการอีเมลเข้าข่ายเกิดสแปม, ส่งอีเมลแบบ Personalization เป็นต้น  2. SMS Marketing Platformsระบบการส่งข้อความ SMS เพื่อการตลาดหรือการแจ้งเตือนต่าง ๆ โดยสามารถรวมเข้ากับเครื่องมือการตลาดอื่น ๆ เพื่อสร้างแคมเปญการตลาดที่มีประสิทธิภาพ นิยมใช้เพื่อทำการส่งข้อความสั้น ๆ เน้นกระชับ ตรงเข้าประเด็น SMS มีฟีเจอร์ที่หลาดหลายแบ่งไปตามจุดประสงค์ที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น SMS Broadcast ส่งข้อความครั้งเดียวในปริมาณมากSMS OTP  ส่งรหัสผ่านครั้งเดียว เพื่อใช้ในการยืนยันตัวตนSMS Tracking รู้ว่าใครที่เปิดอ่านข้อความ SMS ของเรา ด้วยการวางลิงก์ให้ผู้รับคลิกSMS API เชื่อมต่อ SMS API เพื่อส่งข้อความได้บนระบบของตนเอง 3. Chatbot and Live Chat Platformsแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางการสนทนาแบบสด (Live Chat) หรือการใช้ Chatbot เพื่อการบริการลูกค้าและการส่งข้อความการตลาดแบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นแบบ Button-Based Chatbot, Keyword Recognition Chatbot หรือ Contextual Chatbot ก็ล้วนแต่เป็น Martech แบบ Communication Platform ทั้งสิ้น   4. Social Media Management Toolsแพลตฟอร์มอย่าง Hootsuite, Sprout Social, หรือ Buffer ช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการและติดตามการสื่อสารทางโซเชียลมีเดีย เช่น การโพสต์ข้อความ, การตอบกลับความคิดเห็น, และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแคมเปญการตลาด 5. Unified Communications Platformsแพลตฟอร์มที่รวมการสื่อสารหลากหลายช่องทาง เช่น อีเมล, โทรศัพท์, SMS, และการประชุมผ่านวิดีโอ เช่น Microsoft Teams, Slack, หรือ Zoom สามารถใช้เพื่อการตลาดและการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้เช่นกัน  6. Web Push Notification Platformsเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถส่งการแจ้งเตือนผ่านเบราว์เซอร์ไปยังผู้เข้าชมเว็บไซต์ แม้ว่าผู้ใช้จะไม่ได้เปิดใช้งานก็ตาม การแจ้งเตือนรูปแบบนี้จะปรากฏขึ้นบนหน้าของผู้รับในรูปแบบของข้อความป๊อปอัป  Web Push Notification มักจะถูกใช้งานธุรกิจต่าง ๆ เพื่อแจ้งเตือนลูกค้า เพื่อกระตุ้นการเข้าชมซ้ำหเสนอโปรโมชัน ข่าวสาร หรืออัปเดตต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ใช้กลับมาเยี่ยมชมเว็บไซต์อีกครั้ง  ผลิตภัณฑ์ของ 1Moby เครื่องมือ Martech tools ประเภท Communication Platform จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการสื่อสารและการตลาดกับลูกค้ามากยิ่งขึ้น  ซึ่ง 1Moby เราเป็นบริษัท Martech ที่สร้างผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีมาอย่างมากมาย และมี Communication Platform เช่น  Thaibulksms - Multi Channel Communication ให้บริการส่ง SMS, Email และ LINE LON สามารถแยกส่งแต่ละช่องทางหรือใช้งานทุกช่องทางร่วมกันใน 1 แคมเปญUniSight  - แพลตฟอร์ม CDP ที่เก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลแบบรู้จักและรู้ใจลูกค้าอย่างแท้จริงได้ง่ายกว่าที่เคย ด้วยการรวมข้อมูลจากหลากหลายช่องทางมาไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ด้วยความสามารถที่ช่วยรวมแชทจากทุกช่องทางให้ตอบได้ในที่เดียว และบริการ Web Push Notification 1Moby Software - สามารถออกแบบ Chatbot ทั้ง 3 รูปแบบอย่าง Button-Based Chatbot, Keyword Recognition Chatbot หรือ Contextual Chatbot เพื่อใช้ประโยชน์ทางธุรกิจได้

22 สิงหาคม 2567 • 3 min read
article image
Technology

Software as a Service (SaaS) คืออะไร อธิบายทุกข้อสงสัยในบทความเดียว

เทรนด์ธุรกิจในโลกการตลาดและไอที คงเคยได้ยินคำว่า Software as a Service หรือ SaaS กันมาบ้าง แต่เราจะยังไม่ทราบความหมายที่แท้จริงของ SaaS ว่าคืออะไร มีความสำคัญ และอะไรถึงจะถูกเรียกว่า SaaS กัน ในบทความนี้เราขอเสนอความหมายที่แท้จริงของ  SaaS พร้อมอธิบายทุกข้อสงสัยภายในบทความนี้  SaaS คืออะไรSass หรือ Software as a Service (SaaS) เป็นหนึ่งในรูปแบบของการให้บริการซอฟต์แวร์ที่ทำงานบนคลาวด์ ซึ่งผู้ใช้สามารถเข้าถึงและใช้งานซอฟต์แวร์ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ลงบนอุปกรณ์ของตนเอง บริการ SaaS จะกำหนดค่าใช่จ่ายสำหรับการใช้งานตามที่เราต้องการใช้ ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อทั้งหมด และซอฟแวร์ SaaS จะทำให้คุณไม่จำเป็นต้องดูแลรักษาหรือการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน  ลักษณะสำคัญของ SaaS1.การเข้าถึงผ่านอินเทอร์เน็ตผู้ใช้สามารถเข้าถึงซอฟต์แวร์จากทุกที่ ทุกเวลา เพียงแค่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและมีอุปกรณ์ที่สามารถรองรับซอฟแวร์ได้ เช่นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน SaaS ไม่มีความจำเป็นต้องติดตั้งซอฟต์แวร์บนอุปกรณ์ของผู้ใช้ ช่วยลดความยุ่งยากในการติดตั้งและดูแลระบบ (ง่าย ๆ ก็คือสามารถใช้งานระบบ SaaS ผ่านอินเทอร์เน็ตได้เลย ไม่ต้องดาวน์โหลดลงเครื่องนั่นเอง) 2.รูปแบบการชำระเงินSaaS มักจะให้บริการในรูปแบบการสมัครสมาชิก (Subscription Model) โดยผู้ใช้จะจ่ายค่าบริการตามระยะเวลาที่เลือก เช่น รายเดือนหรือรายปี หรือบางครั้งอาจจะคิดค่าบริการตามการใช้งานจริง ซึ่งย่อมดีกว่าการลงทุนในการลงทุนซื้อซอฟแวร์ในครั้งเดียว แถมยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย 3. การอัปเดตและบำรุงรักษาการอัปเดตจะเกิดขึ้นแบบอัตโนมัติจากบริษัทที่ให้ซอฟแวร์เอง ทำให้เราจะได้รับฟีเจอร์ใหม่ ๆ รวมถึงการใช้งานที่อัปเดทให้ดีขึ้น โดยที่เราไม่ต้องคอยอัปเดต ไม่ต้องปรับปรุงหรือบำรุงรักษาระบบซอฟแวร์เอง  4. ความยืดหยุ่นและการปรับขนาด (Scalability)SaaS สามารถปรับขนาดไปตามที่ผู้ใช้งานต้องการได้ ไม่ว่าผู้ใช้จะต้องการเพิ่มหรือลด เช่น การเพิ่มจำนวนผู้ใช้ เพิ่มฟีเจอร์ ขยายพื้นที่เก็บข้อมูล หรือลดฟีเจอร์ที่ไม่การออกก็ทำได้เช่นกัน โดยผู้ใช้อาจจะเริ่มต้นจากแผนพื้นฐาน และค่อย ๆ ปรับแผนให้เหมาะสมกับการใช้งานของเรา หรือค่อยอัปเกรดแผนหากมีความต้องการเพิ่มขึ้น สิ่งนี้จะทำให้เราสามารถควบคุมงบประมาณให้เป็นไปตามการใช้งานจริง ๆ ได้ 5. การแบ่งปันทรัพยากร (Multitenancy)SaaS เป็นการใช้งานระบบซอฟแวร์และทรัพยากรร่วมกันในระบบเดียวกันได้ แต่ข้อมูลและการใช้งานของแต่ละผู้ใช้จะแยกจากกัน ทำให้การใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้นและช่วยลดต้นทุนสำหรับผู้ให้บริการ 6. การสำรองข้อมูลและความปลอดภัยผู้ใช้บริการ SaaS จะดูแลการสำรองข้อมูล เพื่อป้องกันข้อมูลที่สูญหายของข้อมูล รวมถึงมาตรการความปลอดภัยของการเข้าข้อม​ูลที่ไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ผู้ใช้สามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลของตนเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัยและกู้คืนข้อมูลหากมีปัญหาได้  ประเภทแอปพลิเคชัน SaaS ที่ใช้กันทั่วไปมีอะไรบ้างCRM (Customer Relationship Management) ใช้สำหรับ: การจัดการลูกค้าสัมพันธ์, การขาย, การตลาด, การบริการลูกค้าERP (Enterprise Resource Planning) ใช้สำหรับ: การจัดการทรัพยากรองค์กร เช่น การเงิน, การผลิต, การบริหารสินค้าคงคลัง, ทรัพยากรบุคคลCollaboration Tools ใช้สำหรับ: การทำงานร่วมกัน, การแชร์ข้อมูล, การประชุมออนไลน์, การสื่อสารภายในทีมE-commerce Platforms ใช้สำหรับ: การสร้างและจัดการร้านค้าออนไลน์, การบริหารสินค้าคงคลัง, การจัดการคำสั่งซื้อProject Management and Task Management ใช้สำหรับ: การจัดการโครงการ, การติดตามงาน, การจัดการทีม, การวางแผนงานAccounting and Finance ใช้สำหรับการจัดการบัญชี, การทำบัญชี, การจัดทำรายงานทางการเงิน, การออกใบแจ้งหนี้Human Resources (HR) and Payroll ใช้สำหรับ: การจัดการทรัพยากรบุคคล, การจ่ายเงินเดือน, การจัดการสวัสดิการพนักงาน, การบริหารผลประโยชน์Marketing Automation ใช้สำหรับ: การทำแคมเปญการตลาด, การจัดการอีเมล, การวิเคราะห์และติดตามการตลาดCustomer Support ใช้สำหรับ: การให้บริการลูกค้า, การจัดการคำร้องเรียน, การสนับสนุนลูกค้าผ่านช่องทางต่าง ๆContent Management Systems (CMS) ใช้สำหรับ: การสร้างและจัดการเว็บไซต์, การจัดการเนื้อหาออนไลน์, การบล็อกFile Storage and Collaboration ใช้สำหรับ: การจัดเก็บและแชร์ไฟล์, การเข้าถึงข้อมูลจากทุกที่, การทำงานร่วมกันบนเอกสารเดียวกันBusiness Intelligence (BI) and Analytics ใช้สำหรับ: การวิเคราะห์ข้อมูล, การสร้างรายงาน, การวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจ ตัวอย่าง SaaS ที่เรารู้จักกันดี1.Google Workspace (เดิมคือ G Suite) : ชุดโปรแกรมที่รวมเครื่องมือต่าง ๆ เช่น Gmail, Google Drive, Google Docs, Google Sheets และ Google Meet สำหรับการทำงานร่วมกันและการสื่อสาร2. Microsoft 365 : ชุดโปรแกรมสำนักงานออนไลน์ที่รวมถึง Word, Excel, PowerPoint, Outlook และบริการคลาวด์เช่น OneDrive และ Microsoft Teams3. Salesforce : แพลตฟอร์มการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ที่ช่วยธุรกิจในการจัดการและติดตามข้อมูลลูกค้า การขาย และการตลาด4. Dropbox : บริการจัดเก็บไฟล์บนคลาวด์ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดเก็บ แชร์ และเข้าถึงไฟล์จากทุกที่ผ่านอินเทอร์เน็ต5. Slack : แพลตฟอร์มการสื่อสารภายในองค์กรที่ช่วยให้ทีมงานสามารถสนทนา แชร์ไฟล์ และทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประโยชน์ของ SaaSลดต้นทุนในการลงทุนเริ่มต้น: ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ราคาแพง ผู้ใช้จ่ายเฉพาะค่าบริการที่ใช้งานใช้ต้นทุนต่ำ: เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปกับการติดตั้งบำรุงรักษา อัปเดตระบบ หรือการจัดเก็บข้อมูลความยืดหยุ่น: สามารถปรับแต่งการใช้งานได้ตามความต้องการ และสามารถเพิ่มหรือลดบริการได้อย่างรวดเร็ว จากการเลือกซื้อแพ็กเกจการเข้าถึงได้ทุกที่: การทำงานจากที่ใดก็ได้ ทำให้การทำงานแบบ Remote Work เป็นไปได้อย่างราบรื่น เพียงแค่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความปลอดภัยและการสำรองข้อมูล: ผู้ให้บริการจะจัดการเรื่องความปลอดภัยและการสำรองข้อมูลให้กับผู้ใช้อุปกรณ์รองรับผู้ใช้งาน: SaaS ไม่จำกัดประเภทของคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะใช้ Window หรือ Mac ก็สามารถใช้งานได้ หรือใช้งานผ่านอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์การอัปเดตระบบซอฟต์แวร์: ผู้ให้บริการสามารถอัปเดตระบบได้ง่าย ๆ ไม่ต้องคอยอัปเดตลงเครื่องเองบริการแบบ License: หรือจำกัดระยะเวลาใช้งานเป็นรายเดือน รายปี หากไม่ใช้ก็สามารถยกเลิก License ได้ ยืดหยุ่นกว่าซอฟต์แวร์แบบถาวรที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ทีเดียว  ข้อจำกัดของ SaaSการพึ่งพาอินเทอร์เน็ต: การใช้งาน SaaS จำเป็นต้องมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่มีความเสถียร หากว่าเน็ตไม่เสถียรก็ส่งผลต่อการใช้งานได้ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล: แม้ว่าผู้ให้บริการจะมีมาตรการความปลอดภัย แต่ผู้ใช้ยังต้องพิจารณาเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่เก็บบนคลาวด์การปรับแต่ง: บางครั้ง SaaS อาจมีข้อจำกัดในการปรับแต่งซอฟต์แวร์ตามความต้องการเฉพาะของผู้ใช้ เพราะความสามารถจะขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการเป็นหลัก แต่ก็มีผู้พัฒนา SaaS ที่สามารถปรับแต่งความสามารถตามความต้องการของเราได้เช่นกัน แต่นั้นก็จะมีการเสียค่าบริการเพิ่มเติม เรื่องของกรรมสิทธิ์: เพราะเป็นลักษณะของการซื้อ Licence ต่ออายุการใช้งานตามรายเดือน รายปี หรือตามเงื่อนไขที่ระบุไว้  SaaS เป็นแนวทางที่สะดวกและคุ้มค่าสำหรับธุรกิจและผู้ใช้ทั่วไปในการใช้ซอฟต์แวร์โดยไม่ต้องรับภาระในการติดตั้งและดูแลรักษาระบบด้วยตนเอง ซึ่ง 1Moby ก็มีผลิตภัณฑ์ที่เป็น SaaS เช่นเดียวกัน นั่นคือ UniSight บริการ CDP ที่ให้คุณรู้จักและรู้ใจลูกค้ามากกว่าเดิม  และ Thaibulksms ที่ตอนนี้เราไม่ได้มีแค่ SMS แล้วนะคะ เพราะเราคือ Multi Channel Communication ที่ให้คุณสามารถสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางยอดนิยมของไทยอย่าง SMS Email และ LINE LON ได้ในแพลตฟอร์มเดียวค่ะ 

16 สิงหาคม 2567 • 4 min read
article image
Marketing Technology

สรุป Mobile Marketing Technology กลยุทธ์และเครื่องมือน่าใช้ปี 2024

การตลาดบนมือถือได้กลายเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การตลาด จะเห็นได้จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใช้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์เคลื่อนที่อื่นๆ ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวัน ทำให้การตลาดบนมือถือมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง บทความนี้เรามาสรุปแนวโน้มล่าสุด, กลยุทธ์ด้านการตลาดบนมือถือ และแนะนำเครื่องมือ Martech น่าใช้งานที่เกี่ยวข้องกับมือถือ แนวโน้มในการตลาดบนมือถือ1.การยอมรับ 5G เพิ่มขึ้นการเปิดตัวเครือข่าย 5G กำลังเปลี่ยนแปลงการตลาดบนมือถือ โดยการให้ความเร็วข้อมูลที่เร็วขึ้นและความหน่วงที่ต่ำลง สิ่งนี้ทำให้เกิดประสบการณ์ที่มีการโต้ตอบและมีชีวิตชีวามากขึ้น เช่น ความเป็นจริงเสริม (AR) และความเป็นจริงเสมือน (VR) เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของลูกค้า2.การปรับแต่งเนื้อหาบนมือถือมีความสำคัญเพิ่มขึ้นในเรื่องของการปรับแต่งเนื้อหาให้เหมาะสมกับการใช้งานบนมือถือ ตอนนี้กำลังมาแรงกับการใช้ AI และการเรียนรู้ของเครื่องในการนำเสนอเนื้อหาที่ตรงเป้าหมายและเกี่ยวข้องกับผู้ใช้ การวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ช่วยให้นักการตลาดเข้าใจพฤติกรรมและความชอบของผู้ใช้ ทำให้สามารถปรับแต่งในเวลาจริงได้3.การค้นหาด้วยเสียงและการค้าด้วยเสียง เมื่อผู้ช่วยเสียงอย่าง Siri, Google Assistant และ Alexa ถูกผนวกเข้ากับชีวิตประจำวัน การปรับตัวสำหรับการค้นหาด้วยเสียงและการพัฒนากลยุทธ์การค้าด้วยเสียงกำลังเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักการตลาดบนมือถือ จะเห็นได้ว่าหลายแอปพลิเคชันเริ่มเพิ่มฟีเจอร์คำสั่งเสียงเพื่อให้เราใช้งานหรือเลือกค้นหาสินค้าได้ง่ายมากขึ้น4.การชำระเงิน การชำระเงินออนไลน์ หรือการชำระเงินแบบไร้สัมผัสกำลังเพิ่มขึ้นและมีวิธีที่หลากหลาย นักการตลาดนั้นกำลังผนวกรวมตัวเลือกการชำระเงินผ่านมือถือในแคมเปญของตน เพื่อให้การทำธุรกรรมเป็นไปอย่างราบรื่นและสะดวก เพิ่มประสบการณ์ของลูกค้าโดยรวม5.ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลด้วยความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูล นักการตลาดบนมือถือต้องให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบเช่น GDPR และ CCPA การปฏิบัติข้อมูลอย่างโปร่งใสและการจัดการข้อมูลลูกค้าที่ปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างความไว้วางใจ เครื่องมือสำคัญสำหรับการตลาดบนมือถือ1.เครื่องมือวิเคราะห์แอปมือถือเครื่องมือเช่น Firebase, Mixpanel และ App Annie ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ใช้, การมีส่วนร่วม และการเก็บรักษา แพลตฟอร์มวิเคราะห์เหล่านี้ช่วยให้นักการตลาดสามารถปรับแอปมือถือของตนให้เหมาะสมสำหรับประสิทธิภาพและประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดีขึ้น2.แพลตฟอร์มการตลาด SMSบริการเช่น Thaibulksms ช่วยให้ธุรกิจสามารถส่งแคมเปญ SMS ที่ตรงเป้าหมายได้ แพลตฟอร์มเหล่านี้มีคุณสมบัติเช่น การทำงานอัตโนมัติ, การแบ่งกลุ่ม และการวิเคราะห์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการตลาด SMS ให้มากที่สุด3.เครือข่ายโฆษณาบนมือถือAdMob, Facebook Audience Network และ Unity Ads เป็นแพลตฟอร์มยอดนิยมสำหรับการโฆษณาบนมือถือ พวกเขาช่วยให้นักการตลาดสามารถเข้าถึงผู้ชมจำนวนมากผ่านโฆษณาในแอป, วิดีโอที่มีการตอบแทน และโฆษณาแทรก4.เครื่องมือแบบ Push Notification OneSignal, Pushwoosh และ Airship ให้บริการการแจ้งเตือนแบบพุชที่แข็งแกร่ง เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้นักการตลาดสามารถส่งข้อความที่ทันท่วงทีและเกี่ยวข้องกับผู้ใช้ เพิ่มการมีส่วนร่วมและการเก็บรักษา5.เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพมือถือเครื่องมือเช่น Google AMP, GTmetrix และ Crazy Egg ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์มือถือสำหรับความเร็วและการใช้งาน การให้ประสบการณ์การท่องเว็บบนมือถือที่ราบรื่นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรักษาผู้ใช้และปรับปรุงอัตราการเปลี่ยนแปลง กลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับการตลาดบนมือถือ1.พัฒนากลยุทธ์ที่เน้นมือถือเป็นหลักด้วยอุปกรณ์มือถือที่คิดเป็นส่วนสำคัญของการจราจรบนเว็บ การนำกลยุทธ์ที่เน้นมือถือเป็นหลักมาใช้ทำให้มั่นใจได้ว่าความพยายามทางการตลาดทั้งหมดได้รับการปรับให้เหมาะสมสำหรับผู้ใช้มือถือ ซึ่งรวมถึงการออกแบบตอบสนอง, หน้าที่โหลดเร็ว และการนำทางที่เข้าใจง่าย2.ใช้การตลาดตามสถานที่ การใช้เทคโนโลยี geofencing และ beacon ธุรกิจสามารถส่งข้อเสนอและการแจ้งเตือนเฉพาะสถานที่ไปยังผู้ใช้ได้ วิธีการที่เจาะจงสูงนี้ช่วยเพิ่มความเกี่ยวข้องและดึงดูดการจราจรเดินเข้าร้าน3.เพิ่มประสบการณ์ผู้ใช้ (UX)UX ที่ราบรื่นและน่าพึงพอใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความสำเร็จในการตลาดบนมือถือ ให้ความสำคัญกับการทำให้การเดินทางของผู้ใช้เป็นเรื่องง่าย ลดจุดที่กีดขวาง และให้การเรียกร้องให้ดำเนินการ (CTAs) ที่ชัดเจนเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง4.ดำเนินการแคมเปญหลายช่องทาง การรวมความพยายามทางการตลาดบนมือถือกับช่องทางอื่นๆ เช่น โซเชียลมีเดีย, อีเมล, และการส่งเสริมการขายในร้าน สร้างประสบการณ์แบรนด์ที่สอดคล้องกันและเชื่อมโยง วิธีการหลายช่องทางนี้ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมและความจงรักภักดีของลูกค้า5.วัดและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานตรวจสอบประสิทธิภาพของแคมเปญการตลาดบนมือถืออย่างต่อเนื่องโดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ การทดสอบ A/B, ข้อเสนอแนะจากผู้ใช้, และการวิเคราะห์ข้อมูลช่วยระบุพื้นที่ที่ต้องปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพกลยุทธ์เพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น สรุปเทคโนโลยีบนมือถือยังคงพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ การติดตามแนวโน้มและเครื่องมือที่คอยสนับสนุนเทคโนโลยีดังกล่าวอยู่เสมอ จะช่วยให้เราสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ที่เน้นมือถือเป็นหลักได้อย่างรวดเร็ว ให้ธุรกิจของคุณสามารถขับเคลื่อนการมีส่วนร่วม, เพิ่มการเปลี่ยนแปลง และสร้างความสัมพันธ์ที่ยาวนานกับลูกค้าได้ดีมากขึ้นค่ะ

16 กรกฎาคม 2567 • 3 min read
article image
Technology

Chat GPT กับนักการตลาดเกี่ยวข้องกันอย่างไร

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่าง ChatGPT ในการเข้ามาช่วยสร้างประสบการณ์ที่มีค่าและเป็นเอกลักษณ์ให้กับลูกค้า ไม่ใช้แต่เพียงแค่การโฆษณาสินค้าและบริการ นักการตลาดเองต้องการเพิ่มความสามารถให้หลากหลายมากขึ้น แต่การทำกิจกรรมหลายอย่างนั้นต้องแลกมากับเวลา ChatGPT จึงได้ก้าวเท้าเข้ามาเป็นผู้ช่วยสำคัญในการสร้างเนื้อหาต่าง ๆ ได้ไวขึ้น เรามาดูกันว่า ChatGPT เข้ามาช่วยนักการตลาดทางด้านใดบ้าง 1.การสร้างเนื้อหา (Content Creation)การสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจ เหมาะสม และตรงประเด็น เป็นที่สำคัญที่สุดของการทำทุกกิจกรรมของนักการตลาด ซึ่ง ChatGPT ก็สามารถเข้ามาช่วยด้านนี้ได้เป็นอย่างดี ดังนี้การเขียนเนื้อหา (Copywriting)การโฆษณา: Chat GPT สามารถแนะนำและสร้างข้อความโฆษณาที่กระชับและน่าสนใจสำหรับแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Facebook, Instagram, และ Google Adsโพสต์โซเชียลมีเดีย: แต่ละโซเซียลมีเดีย จะมีวิธีการเขียนที่แตกต่างกันออกไปตามพฤติกรรมของบุคคลแต่ละแพลตฟอร์ม Chat GPT จะเขียนข้อความสำหรับโพสต์ที่เหมาะสมกับแต่ละแพลตฟอร์ม เช่น Twitter, LinkedInอีเมล: สร้างอีเมลที่มีเนื้อหาดึงดูดใจเพื่อส่งเสริมการขายหรือการสื่อสารกับลูกค้า เราสามารถให้ ChatGPT แนะนำหัวข้อการส่ง เนื้อหาภายใน หรือ call-to-action ได้ รวมถึงสามารถกำหนดโทนของเนื้อหาให้ gen AI เขียนก็ยังได้เว็บไซต์: เขียนเนื้อหาสำหรับเว็บไซต์ที่สื่อถึงแบรนด์และผลิตภัณฑ์ได้อย่างชัดเจน อาจจะหยิบมาใช้ไม่ได้ 100% แต่สามารถใช้มาเป็นแนวทางในการเขียนได้ หรือจะนำไปเขียนเกลาเนื้อหาให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็ทำได้ดีเช่นกัน บทความและโพสต์บล็อกบทความ SEO: เขียนบทความที่มีการปรับแต่ง SEO เพื่อให้มีการจัดอันดับที่ดีในเครื่องมือค้นหา เราสามารถให้ ChatGPT เขียนบทความ SEO โดยที่เรากำหนดหัวข้อ ไอเดียและคีย์เวิร์ดได้ไอเดียบทความ: หากคิดไม่ออกว่าจะเขียนบทความเรื่องอะไรดี ให้ Chat GPT แนะนำแนวคิดและโครงร่างสำหรับบทความในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและอุตสาหกรรม หรือจะชวนพูดคุยเรื่องทั่วไปเพื่อนำมาเป็นไอเดียการเขียนได้เช่นกัน 2.กลยุทธ์การวางแผนแคมเปญ (Campaign Strategy)การวางแผนแคมเปญที่ดีสามารถนำไปสู่ความสำเร็จในการตลาด หากทีมระดมความคิดกันแล้วยังไม่ได้ข้อสรุปดี ๆ หรืออยากได้ไอเดียเพิ่มเติม ChatGPT สามารถเป็นเพื่อช่วยคิดในการพัฒนากลยุทธ์การรณรงค์ได้ดังนี้การวางแผนแคมเปญไอเดียแคมเปญ: อยากแนวได้คิดใหม่ ๆ ลองให้ Chat GPT เสนอแนวคิดสำหรับแคมเปญการตลาดที่สอดคล้องกับเป้าหมายของธุรกิจได้แคมเปญตามฤดูกาลหรือเทศกาลสำคัญ: แนะนำแคมเปญตามฤดูกาลหรือเหตุการณ์ที่สำคัญเพื่อใช้ประโยชน์จากแนวโน้มปัจจุบัน เพราะ Chat GPT ทันทุกเหตุการณ์หรือข่าวสารสำคัญอยู่แล้ว การได้พูดคุยกับ Chat GPT หรือลองให้ช่วยคิดแคมเปญที่ควรทำในปัจจุบัน เราอาจจะได้แคมเปญดี ๆ มาปรับใช้งานต่อก็ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย: วิเคราะห์และแนะนำกลุ่มเป้าหมายตามข้อมูลประชากร พฤติกรรม และความชอบสร้างบุคลิกภาพลูกค้า: สร้างบุคลิกภาพลูกค้า (Customer Personas) เพื่อเป็นแนวทางในการตลาดที่ปรับแต่งได้ 3.การวิเคราะห์ข้อมูลและข้อมูลเชิงลึก (Data Analysis and Insights)การใช้ข้อมูลในการตัดสินใจเป็นสิ่งสำคัญในการตลาดสมัยใหม่ ChatGPT สามารถช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและให้ข้อมูลเชิงลึกดังนี้การวิเคราะห์ประสิทธิภาพตีความข้อมูล: Chat GPT จะวิเคราะห์ข้อมูลจากแคมเปญการตลาดเพื่อระบุแนวโน้มและข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญแนะนำการปรับปรุง: เสนอการปรับปรุงตามตัวชี้วัดประสิทธิภาพ เช่น อัตราการคลิกผ่าน (CTR) อัตราการแปลง (Conversion Rate)การทดสอบ A/Bสร้างรูปแบบการทดสอบ: สร้างรูปแบบต่าง ๆ สำหรับการทดสอบ A/B ในหัวเรื่องอีเมล เนื้อหาโฆษณา และหน้า landingวิเคราะห์ผลลัพธ์: วิเคราะห์ผลลัพธ์การทดสอบเพื่อกำหนดเวอร์ชันที่มีประสิทธิภาพที่สุด 4.การมีส่วนร่วมกับลูกค้า (Customer Engagement)การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาลูกค้าเดิมและดึงดูดลูกค้าใหม่ ChatGPT สามารถช่วยในการมีส่วนร่วมกับลูกค้าได้ ดังนี้การสนับสนุนลูกค้าร่างคำตอบ: ช่วยในการร่างคำตอบสำหรับข้อซักถามและข้อร้องเรียนของลูกค้าสร้าง FAQ และสคริปต์แชทบอท: พัฒนาเนื้อหา FAQ และสคริปต์แชทบอทเพื่อทำงานอัตโนมัติในการตอบคำถามเบื้องต้นการส่งข้อความส่วนบุคคลแคมเปญอีเมลและ SMS: สร้างแคมเปญอีเมลและ SMS ที่ปรับแต่งตามข้อมูลลูกค้าเนื้อหาไดนามิก: สร้างเนื้อหาไดนามิกสำหรับกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันเพื่อให้ข้อความมีความเฉพาะเจาะจงและน่าสนใจ 5.SEO และ SEMการเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาเป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มการมองเห็น ChatGPT สามารถช่วยในด้าน SEO และ SEM ได้ดังนี้การวิจัยคำหลักคำหลักที่เกี่ยวข้อง: แนะนำคำหลักที่เกี่ยวข้องสำหรับการปรับเนื้อหาให้เหมาะสมเนื้อหาที่มีคำหลัก: สร้างเนื้อหาที่มีคำหลักที่มีอันดับดีในเครื่องมือค้นหาเนื้อหาโฆษณาเขียนเนื้อหาโฆษณา: เขียนเนื้อหาโฆษณาที่มีประสิทธิภาพสำหรับ Google Ads, Bing Ads และโฆษณาโซเชียลมีเดียส่วนขยายและรูปแบบโฆษณา: แนะนำส่วนขยายและรูปแบบโฆษณาเพื่อปรับปรุงอัตราการคลิก 6.การส่งเสริมกิจกรรม (Event Promotion)การส่งเสริมกิจกรรมเป็นวิธีที่ดีในการสร้างการรับรู้และมีส่วนร่วมกับลูกค้า ChatGPT สามารถช่วยในด้านนี้ได้ดังนี้การตลาดกิจกรรมเนื้อหาส่งเสริมการขาย: สร้างเนื้อหาส่งเสริมการขายสำหรับการสัมมนาผ่านเว็บ งานแสดงสินค้า และกิจกรรมอื่นๆแคมเปญอีเมล: พัฒนาแคมเปญอีเมลเพื่อเพิ่มการลงทะเบียนและการเข้าร่วมกิจกรรมการสื่อสารติดตามผลอีเมลขอบคุณ: ร่างอีเมลขอบคุณและแบบสำรวจหลังเหตุการณ์เนื้อหาเพื่อการมีส่วนร่วม: สร้างเนื้อหาเพื่อรักษาการมีส่วนร่วมหลังจากเหตุการณ์ 7.การจัดการแบรนด์ (Brand Management)การรักษาและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในตลาด ChatGPT สามารถช่วยในด้านนี้ได้ดังนี้เสียงและแนวทางแบรนด์กำหนดเสียงแบรนด์: ช่วยกำหนดและรักษาเสียงแบรนด์ที่สอดคล้องกันในทุกช่องทางสร้างแนวทางและแม่แบบ: สร้างแนวทางและแม่แบบสำหรับการสร้างเนื้อหาการจัดการชื่อเสียงตรวจสอบและตอบกลับความคิดเห็น: ตรวจสอบและตอบกลับบทวิจารณ์และความคิดเห็นออนไลน์กลยุทธ์การจัดการชื่อเสียง: พัฒนากลยุทธ์เพื่อเพิ่มชื่อเสียงของแบรนด์และจัดการวิกฤต 8.ความช่วยเหลือด้านความคิดสร้างสรรค์ (Creative Assistance)ความคิดสร้างสรรค์เป็นหัวใจของการตลาดที่น่าสนใจ ChatGPT สามารถช่วยในการสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ ๆ ได้ดังนี้การสร้างแนวคิดแนวคิดแคมเปญ: ระดมความคิดแนวคิดสร้างสรรค์สำหรับแคมเปญและเนื้อหาแรงบันดาลใจในการออกแบบ: ให้แรงบันดาลใจและคำแนะนำสำหรับองค์ประกอบการออกแบบ ธีม และการเล่าเรื่องสคริปต์มัลติมีเดียเขียนสคริปต์: เขียนสคริปต์สำหรับเนื้อหาวิดีโอ พอดแคสต์ และสัมมนาผ่านเว็บแนวคิดการทำสตอรี่บอร์ด: แนะนำแนวคิดการทำสตอรี่บอร์ดและองค์ประกอบภาพด้วยการใช้ประโยชน์จาก ChatGPT นักการตลาดสามารถปรับปรุงเวิร์กโฟลว์ เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ และตัดสินใจโดยอิงจากข้อมูลเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในความพยายามทางการตลาดของพวกเขา บทความนี้นำเสนอวิธีการต่างๆ ที่ ChatGPT สามารถช่วยนักการตลาดในการพัฒนากลยุทธ์ การสร้างเนื้อหา การวิเคราะห์ข้อมูล และการมีส่วนร่วมกับลูกค้า โดยการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ นักการตลาดจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในแคมเปญการตลาดของพวกเขา

10 กรกฎาคม 2567 • 2 min read
article image
Marketing Technology

แนะนำเครื่องมือ Martech ถูกใจสาย Content Marketing

Content Marketing คือกลยุทธ์การทำการตลาดผ่านเนื้อหาที่เราสร้างสรรค์ขึ้น โดยเนื้อหาเหล่านั้นให้ออกมาดูน่าดึงดูดเรียกความสนใจจากผู้อ่าน ทำให้เขาเกิดความประทับใจ ติดตามเราเรื่อย ๆ และในท้ายที่สุดกลายมาเป็นลูกค้าของเรา  การสร้างเนื้อหาจำเป็นต้องอาศัยความว่องไว ความคิดที่สร้างสรรค์ และเครื่องมือที่พร้อมจะซัพพอร์ตการทำงานทุก ๆ ด้าน Martech tools หลายชิ้นถูกนำมาใช้เพื่อตอบสนองทั้ง 3 ข้อกล่าวมา ในปัจจุบันเรามีเครื่องมือ Martech ให้เลือกใช้งานเยอะมาก ดังนั้นในบทความนี้ 1Moby จะขอลองหยิบยกเครื่องที่เป็นประโยชน์ในการจัดการเนื้อหา รับรองว่าทุกเครื่องมือ Martech ที่เรายกมานั้นจะต้องโดนใจสาย Content Marketing แน่นอนค่ะ  เครื่องมือ Martech สำหรับการสร้างและคัดสรรเนื้อหา1. ระบบจัดการเนื้อหา (CMS)WordPress: เป็น CMS ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้ ก็ต้องยกให้ WordPress เพราะมีปลั๊กอินและธีมมากมายเพื่อปรับแต่งและเพิ่มประสิทธิภาพเนื้อหา ทั้งใช้งานง่าย มีฟีเจอร์ครบครัน เป็นที่ถูกใจคนทำงานสาย content และ SEO อย่างมากเลยค่ะภาพจาก : https://wordpress.org/ Drupal:  มีความยืดหยุ่นและสามารถขยายได้ เหมาะสำหรับกลยุทธ์เนื้อหาที่ซับซ้อนมากขึ้น มักจะถูกเป็นตัวเลือกนำไปเปรียบเทียบกับ Wordpress อยู่เสมอ  Contentful:  เป็น Headless CMS ที่สามารถรวมเข้ากับแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ ได้ง่าย และมี API สำหรับการส่งมอบเนื้อหา 2. เครื่องมือออกแบบกราฟิกCanva: เป็นเครื่องมือที่ใช้งานง่ายสำหรับการสร้างกราฟิกที่น่าสนใจ อินโฟกราฟิก และโพสต์สื่อสังคมออนไลน์ภาพจาก : https://www.canva.com/  Adobe Creative Cloud: เป็นชุดเครื่องมือออกแบบระดับมืออาชีพ รวมถึง Photoshop, Illustrator และ InDesign สำหรับการสร้างเนื้อหาคุณภาพสูง 3. เครื่องมือสร้างวิดีโอภาพจาก : https://www.adobe.com/ Adobe Premiere Pro: เป็นเครื่องมือแก้ไขวิดีโอระดับมืออาชีพที่มีคุณสมบัติขั้นสูงสำหรับการสร้างเนื้อหาวิดีโอที่น่าสนใจFinal Cut Pro: เป็นซอฟต์แวร์แก้ไขวิดีโอที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ใช้ Mac ที่ได้รับความนิยมจากบรรณาธิการวิดีโอมืออาชีพAnimoto: เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายสำหรับการสร้างวิดีโอคุณภาพระดับมืออาชีพด้วยการลากและวาง 4. เครื่องมือคัดสรรเนื้อหาFeedly: เป็นตัวรวบรวมฟีด RSS ที่ช่วยให้นักการตลาดสามารถติดตามข่าวสารและแนวโน้มในอุตสาหกรรมได้ภาพจาก : https://feedly.com/  Pocket: เป็นเครื่องมือสำหรับบันทึกและจัดระเบียบบทความ วิดีโอ และเนื้อหาอื่นๆ สำหรับการอ้างอิงและการแชร์ในอนาคตCurata: เป็นซอฟต์แวร์คัดสรรเนื้อหาที่ใช้การเรียนรู้ของเครื่องเพื่อช่วยให้นักการตลาดค้นพบ จัดระเบียบ และแชร์เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง  แพลตฟอร์มและกลยุทธ์การกระจายเนื้อหา  การเลือกช่องทางการกระจายเนื้อหาก็สำคัญเช่นเดียวกัน ลองดูธุรกิจหรือแบรนด์ที่คุณทำอยู่นั้นเหมาะกับช่องทางกระจายเนื้อหาเพื่อสื่อสารกับลูกค้าอะไรบ้าง1. แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์Facebook: ใช้หน้าและกลุ่ม Facebook เพื่อแชร์เนื้อหาและมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขวางTwitter: แชร์เนื้อหาสั้นๆ ที่มีผลกระทบและมีส่วนร่วมกับผู้ติดตามผ่านทวีตและการรีทวีตLinkedIn: เผยแพร่เนื้อหามืออาชีพ บทความ และมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายที่มุ่งเน้นธุรกิจผ่านหน้าและกลุ่ม LinkedInTiktok : แพลตฟอร์มยอดนิยมที่ทุกแบรนด์ในไทยก้าวเข้ามา และมีหลายแบรนด์ที่ใช้ช่องทางนี้ในการกระจายข้อมูลหลัก เพราะการสร้างเนื้อหาเป็นแบบวิดีโอเน้นไวรัล สามารถวางตะกร้าขายของซื้อ-ขายได้ง่าย และสามารถยิง Ads ได้ นับว่าเป็นแพลตฟอร์มที่เหมาะกับทุกธุรกิจค่ะ2. การตลาดผ่านอีเมลMailchimp: เป็นแพลตฟอร์มการตลาดผ่านอีเมลที่ได้รับความนิยมซึ่งมีคุณสมบัติการทำงานอัตโนมัติ การแบ่งกลุ่ม และการวิเคราะห์ Thaibulksms : เป็นเครื่องมือสำหรับสร้างแคมเปญอีเมลแบบมืออาชีพด้วยเทมเพลตที่ปรับแต่งได้และการวิเคราะห์ที่แข็งแกร่ง สามารถลองส่งได้ที่ https://www.thaibulksms.com/ 3. แพลตฟอร์มการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์Buddyreview: เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงแบรนด์กับอินฟลูเอนเซอร์เพื่อขยายขอบเขตการเข้าถึงเนื้อหา ค้นอินฟลูที่ใช่กับแบรนด์ของเราเพื่อรีวิวสินค้า Tellscore: Influencer Hiring Automation Platform  มีบริการ 2 รูปแบบคือแบบเอเจนซี่ ด้านอินฟลูเอนเซอร์ ครบวงจร พร้อมบริการ Media buy, และ 2 แพลตฟอร์ม Influencer ให้คุณได้ตั้งแคมเปญเองแบบ Self Service4. การโฆษณาแบบชำระเงินGoogle Ads: เป็นแพลตฟอร์มสำหรับโปรโมทเนื้อหาผ่านการค้นหาและโฆษณาแสดงผลFacebook Ads: กำหนดเป้าหมายกลุ่มเป้าหมายเฉพาะด้วยเนื้อหาสปอนเซอร์บน Facebook และ Instagram  การวัดผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ของการตลาดเนื้อหาContent Marketing ย่อมต้องการวัดผลผลงานของตนเองอยู่เสมอ เพื่อการพัฒนาชิ้นงานในครั้งต่อ ๆ ไป มองหาจุดอ่อนเพื่อแก้ไข มองหาจุดแข็งเพื่อเสริมให้แกร่งกว่าเดิม ทั้งหมดก็เพื่อบรรลุตามเป้าหมายที่เรากำหนดไว้ตั้งแต่แรก และเราควรใช้อะไรบ้างในการวัดผลเหล่านั้น 1. ดัชนีชี้วัดควาสำเร็จ (KPIs)Traffic: ตรวจสอบการเข้าชมเว็บไซต์โดยใช้เครื่องมือเช่น Google Analytics เพื่อวัดการเข้าถึงของเนื้อหา Engagement: วัดการกดไลค์ การแชร์ ความคิดเห็น และเวลาที่ใช้กับเนื้อหาเพื่อประเมินการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมายLead Generation: ติดตามจำนวนลูกค้าที่มีศักยภาพที่เกิดจากความพยายามทางการตลาดเนื้อหาโดยใช้ระบบ CRMConversion Rate: วิเคราะห์เปอร์เซ็นต์ของผู้เข้าชมที่ดำเนินการตามที่ต้องการ (เช่น การซื้อ การสมัครรับจดหมายข่าว) หลังจากมีส่วนร่วมกับเนื้อหา 2. เครื่องมือวิเคราะห์Google Analytics: ให้ข้อมูลเชิงลึกที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการเข้าชมเว็บไซต์ พฤติกรรมผู้ใช้ และการติดตามการแปลงHubSpot: เป็นแพลตฟอร์มการตลาดแบบครบวงจรที่มีคุณสมบัติการวิเคราะห์และการรายงานรายละเอียดBuzzSumo: เป็นเครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์ประสิทธิภาพเนื้อหาและการระบุเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพสูงในอุตสาหกรรมของคุณ 3. การคำนวณ ROIRevenue Generated: ติดตามรายได้โดยตรงที่เกิดจากความพยายามทางการตลาดเนื้อหาCost of Content Creation and Distribution: รวมต้นทุนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการแจกจ่ายเนื้อหาROI Formula: (Revenue Generated - Cost of Content) / Cost of Content * 100 = เปอร์เซ็นต์ ROI  Content marketing ควรที่จะมีเครื่องมือที่เหมาะสมในการช่วยเหลือด้านการทำงานให้ออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคิด สร้าง และกระจายเนื้อหา อีกทั้งควรวัดผลความสำเร็จที่ตั้งไว้ ด้วยเกณฑ์การวัดผลที่ดีและเหมาะสม เพราะ Content marketing มีส่วนสำคัญในการบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจและขับเคลื่อนการกระทำของลูกค้าที่สร้างผลกำไรได้อย่างมีนัยสำคัญค่ะ 

28 มิถุนายน 2567 • 3 min read
12...10