Marketing Technology

5 ตัวชี้วัดความคุ้มค่าของ MarTech สรุปความรู้ที่ได้ในงาน CTC 2023

2 ตุลาคม 25664 min read
5 ตัวชี้วัดความคุ้มค่าของ MarTech สรุปความรู้ที่ได้ในงาน CTC 2023

          MarTech คุ้มค่ากับการลงทุนมั้ย? ในยุคที่ทุกอย่างต้องเร็ว การแข่งขันสูง “เทคโนโลยี” มีบทบาทเป็นอย่างมากในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต ทำให้หลายบริษัทนำเครื่องมือ MarTech เข้ามาใช้ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเครื่องมือนั้น คุ้มค่ากับการลงทุนมากแค่ไหน ?
          วันนี้  1Moby ขอสรุป 5 MarTech Performance Metrics โดยคุณบี สโรจ เลาหศิริ จากเพจ สโรจขบคิดการตลาด จากงาน CTC2023 มาฝากกันค่ะ

 

1. Marketing Output Metric : ตัวชี้วัดด้านผลลัพธ์การตลาด

          เป็นการวัดในแง่ของผลลัพธ์ทางการตลาด ว่าในแต่ละส่วนที่เราเอา MarTech เข้ามาช่วยนั้น Marketing Out Put ออกมาเป็นอย่างไร โดยดูได้จาก “Customer Journey” ว่าในทุกๆ Funnels เรานำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงานครบเต็มประสิทธิภาพมั้ย? พนักงานทำงานง่ายหรือยากขึ้นกว่าเดิม? และที่สำคัญ ต้องวัดผลได้ชัดเจนในทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ ยกตัวอย่างเช่น 

  • Reach to core target 
  • % Engagement , Desired และ Conversion 
  • Quality Lead Generation
  • Repeat Rate and Chun Rate
  • Revenue Generation 

 

2. Financial Metric : วัดผลด้านการเงิน
          ลองคำนวณดูว่าเงินที่เราลงทุนไปกับ MarTech ตัวนั้นๆ คุ้มค่ากับองค์กรของเรามั้ย ได้งานที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น ต้นทุนต้องลดลงหรือเปล่า โดยมีสูตรในการคำนวณ คือ


              Return on Investment (ROI)  =  Revenue Generated + Revenue Saving 
                                                                    ______________________________________ 
                                                                                     Tools Expense

3. Customer Metric : วัดผลด้านความพึงพอใจของลูกค้า

          Martech ที่ดีกับองค์กรของ “ต้องแก้ปัญหาให้ลูกค้า ไม่ใช่สร้างปัญหา” และที่สำคัญต้อง “วัดผลได้” ว่าลูกค้าของเรามีความพึงพอใจมากขึ้นมั้ย ทั้งนี้การวัดผลทำได้หลายหลากวิธี ตามแต่รูปแบบของสินค้าและบริการ เช่น การเซอร์เวย์ความพึงพอใจของลูกค้า , การทำ NPS , Customer Retention Rate , Customer Support Response Time เป็นต้น
 
 

4. Utilization & Compliance Metric : วัดผลด้านความคุ้มค่ากับการใช้งานจริงในองค์กร

          อีกสิ่งสำคัญในการนำ MarTech มาใช้ในองค์กร นั่นก็คือ “พนักงาน” ของเราใช้เครื่องมือได้คุ้มค่าหรือไม่ ใช้คุ้ม ใช้ดี ใช้เป็นหรือเปล่า?  ซึ่งมีวิธีตรวจสอบได้จากอัตราการใช้งานภาพรวมของ MarTech , อัตราการใช้งานฟีเจอร์ , เอนเกจของพนักงานกับเครื่องมือนั้นๆ 
 
 

5. Provider Performance Metric วัดผลจากประสิทธิภาพของเครื่องมือและผู้ให้บริการ
          หลังจากองค์กรได้ใช้เครื่องมือ MarTech แล้ว จำเป็นต้องกลับไปดูผู้ให้บริการ MarTech นั้นด้วยว่ามีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน , มีการอัปเดตเวอร์ชันการบริการหรือเปล่า , เครื่องมือมีความเสถียรมั้ย ระบบล่มบ่อยแค่ไหน หรือถ้าจะให้ดี ผู้ให้บริการต้องมีการเล่าถึง Roadmap ในการพัฒนา Tools นั้นๆว่าไปในทิศทางใดอยู่เสมอ ดูตัวอย่างง่ายๆ เช่น Apple ที่จะมีการมาอัปเดตเวอร์ชันให้ผู้ใช้งานได้ทราบกันตลอด เพื่อให้ผู้ใช้มั่นใจได้มากขึ้น

          และนี่คือ 5 ตัวชี้วัดความคุ้มค่าของ MarTech ที่ 1Moby นำมาฝากกันค่ะ ไม่ว่าจะทำองค์กร หรือธุรกิจรูปแบบใด ความคุ้มค่าย่อมเป็นอีกสิ่งที่สำคัญ การจะเลือก Tools Martech มาใช้สักตัว ก็ควรจะเลือกให้เหมาะสมกับธุรกิจของเรา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งกับผู้บริหาร พนักงาน และลูกค้า 

 

#CTC2023 #MarTech #Metrics 
 

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

article image
Marketing Technology

“อย่าทำให้ข้อมูลที่เรามีเป็นเหมือนเงินฝาก ต้องเอาไปต่อยอดไปให้เกิดประโยชน์” สรุปข้อคิดที่ได้จากงาน Martech Martalk 2024 โดยคุณธารินทร์ จงประเจิด CEO แห่ง 1Moby และคุณภาณุพงษ์ CEO แห่ง Enoactic

“ยุคนี้ข้อมูลเปรียบเหมือนสินทรัพย์อย่าเก็บข้อมูลไว้เหมือนเงินสด เงินฝาก เพราะมันไม่งอกงามต้องเอาไปต่อยอด ลงทุนให้ธุรกิจเติบโต” คุณธารินทร์ จงประเจิด CEO แห่ง 1Moby ได้กล่าวไว้ในงาน Martech Martalk 2024 เซสชัน Experience Matters: Elevating Customer Journeys  7 พฤศจิกายน 2567 คุณธารินทร์ นำขบวน 1Moby ออกบูธงาน  Martech Martalk 2024 ณ สามย่าน มิตรทาวน์ และในปีนี้คุณธารินทร์ได้ร่วมเป็น Speaker ร่วมพูดคุยในหัวข้อ Experience Matters: Elevating Customer Journeys ร่วมกันกับคุณภาณุพงษ์ CEO แห่ง Enoactic ที่มาแชร์และเสนอมุมมอง Customer Journeys ในปัจจุบัน อะไรเป็นส่วนสำคัญที่ธุรกิจจำเป็นต้องโฟกัส, วัดผล KPIs ถูกนำเข้ามาปรับใช้ได้อย่างไร หรือ  Martech tools ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันยังจำเป็นอยู่ไหม ในการใช้เพื่อ Customer Journeys, Customer Experience ของลูกค้าที่เข้ามาต่อแบรนด์  และอีกประเด็นที่น่าสนใจ Digital Marketing มีมากมายในปัจจุบัน อะไรคือสิ่งสำคัญในการวาง Customer Experience ของคนทำธุรกิจ? เริ่มต้นประเด็นแรกใน ‘เซสชัน Experience Matters: Elevating Customer Journeys’ โดยคุณภาณุพงษ์ อยากให้เราโฟกัส 2 ประเด็นสำคัญ ในการวาง Customer Experience คือ User Needs และ Business Goals  User Needs : ให้ดูทุกส่วนของการทำงาน ไม่ใช่แค่การออกแบบ Solutions ต้องใส่ใจเรื่องของ Performance ต่าง ๆ และการ Develop ด้วยเช่นกัน แต่ท้ายที่สุดสิ่งลูกค้าต้องการจริง ๆ คืออะไร นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด  Business Goals : โฟกัสเรื่องตัวเงินและกำไร เป็นหลักอยู่แล้ว แต่เรา Insight อย่างหนึ่งคือเรื่องการขายแบบ Direct Sales ปัจจุบันลูกค้าไม่รังเกียจการขายประเภทนี้ เพียงแต่เราควรขายแต่พอดี ไม่รบกวนลูกค้ามากจนเกินไป หรือที่เรียกว่าจุด Sweet Spot แนะนำ Tools ที่เสริมสร้าง Customer Engagement ให้กับแบรนด์ได้ลองใช้งาน ประเด็นที่น่าสนใจเพราะเป็นการสร้างให้ลูกค้าสนใจในตัวแบรนด์ของเรา จำเป็นต้องมี Tools ที่ดีในการเข้าซัพพอร์ตธุรกิจ ซึ่งหัวข้อนี้ คุณธารินทร์ จงประเจิด CEO แห่ง 1Moby กล่าวว่า ขั้นนี้สนุกมากเพราะเราจะได้เริ่มมีปฎิสัมพันธ์กับลูกค้า โดยบอกเคล็ดลับไว้ว่า “การเลือก Tools ดีก็อีกเรื่อง แต่ที่สำคัญคือทำอย่างไรให้ Tools นั้นมีประสิทธิภาพ” ซึ่งการทำ Customer Engagement ควรมีศูนย์กลางคือ DATA จึงขอแชร์มุมมองทางเลือก นอกจากการใช้ CDP และ CRM นั่นคือ 1.SMS และ Email เครื่องมือคลาสสิค ตรงไปตรงมา ที่ทุกคนรู้จักกันดี นั่นคือ SMS และ Email  ตอนนี้เราหว่านส่งปกติไม่ได้แล้ว ต้องปรับปรุงเนื้อหาและข้อความให้ตรงใจลูกค้ามากขึ้น ควรทำให้ลูกค้าแต่ละคน ได้รับข้อความที่ตรงใจมากขึ้น ให้ลูกค้ารู้สึกถึงความ Priviate  ส่งแต่พอดี ไม่รำคาญ 2. LONช่องทางที่กำลังมา ซึ่งเป็นการบริการใหม่ของ 1Moby และเป็นฟีเจอร์ของ LINE ที่พึ่งเปิดตัวไม่นาน นั่นคือ LON หรือ LINE Official Notification หลักการคือหลายธุรกิจใช้ LINE OA ในการสื่อสาร ซึ่งเงื่อนไขคือการ User จำเป็นต้องแอด Friend เพิ่ม ID LINE ถึงจะสื่อสารกันได้  แต่ตัว LON ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เราสามารถสื่อสารหากันได้โดยไม่ต้องเป็นเพื่อนกัน นั่นคือการใช้หมายเลขโทรศัพท์ส่งได้เลย  3.  Voice & Videoช่องทางที่กำลังมาแรง เหมาะกับธุรกิจที่มีความซับซ้อนและใช้เวลาพูดคุยนาน 4. Gamification หลายแบรนด์ใหญ่ ๆ นิยมใช้งาน เป็นมินิเกมให้ผู้ใช้งานเข้ามาเล่นเกมภายในแอปพลิเคชัน ช่วยเพิ่ม Engement ได้เป็นอย่างได้ เพิ่ม Traffic และมีโอกาสต่อยอดด้านการขายได้อีกด้วย ซึ่งคุณภาณุพงษ์ เสริมมาว่าทั้งหมดนี้ควรโฟกัสเรื่อง Toch point เป็นสิ่งสำคัญ เรื่องความสำคัญในการจอง การค้นหาบนออนไลน์ หรือ Branding ต่าง ๆ    การเชื่อมต่อ Tools ต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันได้ จะช่วยยกระดับการสร้าง Customer Experience ได้ให้กับแบรนด์อย่างไร คุนธารินทร์เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า เราควรเชื่อมต่อ Tools ต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกัน เพราะการสร้าง Customer Journeys หรือ Customer Experience  เราไม่จำเป็นต้นเลือก Tool ชนิดเดียวในการสร้าง เราสามารถใช้งานร่วมกันได้และทำให้ได้ผลที่ดีขึ้น เราควรเอาเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ให้ตรงประเด็น เช่น ธุรกิจร้านเสื้อค้า พนักงานจะทำการกรองลูกค้าว่าเป็นลูกค้ากลุ่มไหน เพศ อายุ สไตล์การแต่งตัว จากนั้นจะทำการโฆษณาสินค้าเพื่อให้ลูกค้าได้สินค้าที่ตรงใจที่สุด เมื่อเกิดการซื้อ จะมีการเก็บข้อมูล เช่น ลงทะเบียนลูกค้า ทำให้เราสามารถส่งโปรโมชันหรือสินค้าได้ ทุกขั้นตอนมี Tools คอยซัพพอร์ตอยู่แล้ว แต่การใช้งานร่วมกันจะทำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในอนาคต Martech Tools จะมีความสำคัญอย่างไรกับ Customer Experience บ้าง ในมุมมองของคุณธารินทร์ มองว่าในยุคนี้ใคร ๆ ก็ทำ Marketing ดังนั้นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยเหลือนักการตลาดจะเก่งขึ้นเรื่อย ๆ และเราจำเป็นต้องใช้งานเครื่องมือเหล่านี้ เพราะเครื่องมือจะทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้น ใครเร็วกว่าย่อมได้เปรียบกว่า อนาคตเครื่องมือจะเก่งขึ้นไปอีก เพื่อรองรับความคาดหวังของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์มากขึ้นเช่นเดียวกัน นั่นเท่ากับว่าเราจะทำการตลาดยากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นรอดูได้เลยทุกอย่างจะเร็วขึ้นเพราะเครื่องมือโดยเฉพาะ AI   ช่วงสุดท้ายทั้ง 2 ท่าน ได้ให้คำแนะนำเรื่องของ Customer Journeys และ Customer Experience แบรนด์และผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจไว้ด้วย โดยที่คุณภาณุพงษ์  เน้นเรื่องของ people ว่าเราควรจะเข้าไปเข้าในจุดไหนของ Journeys  ลูกค้า ธุรกิจคือเรื่องของผู้คน สุดท้ายเราต้องกลับไปดูเรื่องของผู้คน (back to besic)  ควรลงลึกและเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริงด้านคุณธารินทร์ให้คำแนะนำว่าไม่อยากให้ยึดติด tools ให้เริ่มจากเบสิก อย่างการเริ่มเก็บข้อมูล ถ้ามีข้อมูลใช่ เหมาะกับลูกค้าของเรา จะทำให้พัฒนาธุรกิจได้ชัดเจน ยุคนี้ข้อมูลเหมือนทองคำ แต่เราไม่เอาไปต่อยอด เพราะฉะนั้น อย่าเอาข้อมูลไปเป็นเหมือนเงินฝาก อย่างวู่วามในการใช้ แต่อยากให้เอาไปใช้เกิดประโยชน์ ต่อยอดให้งอกงาม       

8 พฤศจิกายน 25674 min read
article image
Marketing Technology

มาส่องเทรนด์ Martech ปี 2025 มีแนวโน้มจะเติบโตอย่างไร

การตลาดมักจะมีกระแสใหม่ ๆ มาให้เราจับตาอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่เข้ามาแล้วเกิดกระแสที่แมสจนไม่มีทางที่จะถึงขาลงง่าย ๆ นั่นคือ Martech หรือ Marketing Technology หลายธุรกิจต่าง ๆ ใช้งานเครื่องมือเหล่านี้กันอย่างแพร่หลายทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ จนถึงตอนนี้ Martech ได้เข้ามาอยู่ในชีวิตการทำงานของเราอย่างไม่รู้ตัวและกลายเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญที่เราขาดไม่ได้แล้ว  ในบทความนี้เรามาร่วมคาดคะเนทิศทางของ Martech ว่าจะยังอะไรบ้างที่จะยังอยู่  การเติบโตของอุตสาหกรรม Martechอย่างที่กล่าวไป Martech ถูกใช้งานและพูดถึงอย่างแพร่จนเราขาดไม่ได้ ทำให้มีแนวโน้มที่เติบโตขึ้นในด้านการใช้งานและมีเครื่องมือใหม่ ๆ มาให้เราใช้งานในปี 2025 นี้รอดูได้เลยว่า หลายแบรนด์ดังที่เรารู้จักกันดีและแบรนด์ใหม่ ๆ จะงัดไม้เด็ดเปิดตัวเครื่องมือที่เกี่ยวกับ Martech มาให้เราได้ลองเล่นกันแน่นอน   สิ่งที่จะเข้ามาเสริมบทบาท Martech ให้มากขึ้น1. การเติบโตของ AI และ Machine Learningไม่พูดถึงก็คงไม่ได้สำหรับ AI หรือ Automation Intelligence และ Machine Learning เพราะนี่คือสิ่งสำคัญที่มีบทบาทเป็นมากในการทำให้วงการ Martech เติบโตอย่างก้าวกระโดด และในปี 2025 ที่จะถึงนี้ ผู้พัฒนาจะต้องคิดค้นสิ่งที่จะเข้ามาเติมเต็มให้  AI และ Machine Learning ฉลาดและมีประโยชน์ต่อธุรกิจมากขึ้น  2. การรับข้อมูลแบบ Real-Timeเมื่อไม่นานกระแสการทำ Real-Time Marketing กำลังมาแรง นักการตลาดและเจ้าของธุรกิจต่างพูดถึง ดังนั้นปี 2025 วงการ Martech จะต้องปรับตัว พัฒนาเครื่องมือให้สามารถรับข้อมูลได้ Real Time มากยิ่งขึ้น มีการปรับตัวให้เข้าใกล้คำว่า CDP ที่มีเอกลักษณ์ในการรวมข้อมูลของลูกค้าได้จากทุกที่แบบ  Real-Time(บางแบรนด์)  UniSight เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งของ 1Moby ซึ่งเป็น DCP Platform ที่มีระบบรวบรวมข้อมูลแบบ Real-Time ไม่ต้องรอปี 2025 สามารถใช้งานเครื่อง Martech ที่มีระบบ Real-Time ได้วันนี้ คุณสามารถทดลองฟรี 2 เดือนได้เพียงติดต่อเราที่ 02 798 6024 หรือ Contact@1moby.com 3. การจัดการข้อมูลที่จะเพิ่มมาตรการความปลอดภัยมากขึ้นกฏหมายการคุ้มครองข้อมูล เช่น GDPR,  CCPA หรือในไทยคือ PDPA จะมีความเข้มข้นมากขึ้นเพราะลูกค้าเริ่มป้องกันข้อมูลของตนเองมากขึ้น ทำให้หลายแบรนด์เริ่มตื่นตัวกับกฏหมายดังกล่าวมากขึ้น ดังนั้น Martech จะออกแบบเครื่องมือให้เข้ามามีบทบาทด้านการเป็นสะพายเชื่อมต่อระหว่างคุณและข้อมูลลูกค้าให้ได้มาง่ายและหลายช่องทางมากขึ้น โดยทั้งหมดจะอยู่ภายใต้กฏหมายคุ้มครองข้อมูลลูกค้าอย่างโปร่งใส  4. กระแสการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Work)จริง ๆ แล้วการทำงานแบบไฮบริดเริ่มเป็นเช็กลิสหนึ่งที่พนักงานมองหาในที่ทำงาน เหตุผลหลัก ๆ มีอยู่ 2 ประการ คือ 1.ความเคยชินจากสถานะการ Covid-19 ที่ทุกองค์กรให้ทำงานที่บ้าน และ 2.วัยทำงานเริ่มขยับมาที่กลุ่มเจนซี (Generation Z) ที่ต้องการอิสระในการทำงานและความสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตมากขึ้น ดังนั้นเครื่องมือ Martech ที่เกี่ยวข้องกับการช่วยทำงานไฮบริด จะได้รับความนิยมมากขึ้น เช่น เครื่องมือการประชุมผ่านทางไกล เครื่องมือที่ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ หรือการจัดการทำงารเสมือนจริง เป็นต้น 5. การตลาดผ่านเทคโนโลยีเสียง (Voice Search & Voice Assistants)การสั่งงานด้วยเสียงเป็นอะไรที่นิยมมากในปัจจุบัน เราจะเห็น Marketing Technology แบบนี้อยู่รอบตัวเรามากขึ้น และผู้ช่วยเสียง  (Voice Assistants) อย่าง SIRI, Alexa หรือ Google Assistant นอกจากจะเป็นผู้ช่วยที่คอยโต้ตอบหรือทำตามคำสั่งของเราแล้ว ต่อไปในอนาคต (ไม่แน่ว่าปี 2025 นี้) เราอาจจะได้เห็นการทำโฆษณาหรือขายของผ่านเครื่องมือเหล่านี้  ถ้าจะให้เห็นภาพมากขึ้น ลองมาดูกรณีศึกษาของ “Domino pizza ร่วมมือกับ Alex”ให้คุณได้กินพิซซ่าของ Domino โดยที่ไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ เพียงพูดว่า “Alexa, open Domino’s.” Alexa จะทำการติดต่อไปที่ Domino สาขาใกล้บ้านจากนั้นทำการสั่งและรอทานได้เลย หากอยากรู้ว่าเมื่อไหร่พิซซ่าจะมา ก็สามารถสอบถาม Alexa ได้เช่นเดียวกัน ด้วยคำสั่ง “Alexa, open Dominos and track my order”  ดูตัวอย่างจากสั่ง Domino pizza ด้วย Alex รูปแบบการสั่งด้วยเสียงแบบนี้จะถูกพัฒนาให้มีความหลากหลายในการนำไปใช้งานได้มากขึ้น ไม่แน่เราอาจจะได้เห็นอะไรแบบนี้ในปี 2025 ก็เป็นได้   Martech จะยังถูกพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในปี 2025 นี้เราในฐานะคนทำงานหรือผู้ที่ใช้งานเทคโนโลยี เรามาจับตาดูว่าจะมีเทคโนโลยีอะไรบ้างที่น่าสนใจและเหมาะที่มาเป็นผู้ช่วยเราใยอนาคต ซึ่ง 1Moby เองในฐานะที่บริษัท Martech เราก็จะไม่หยุดพัฒนาและจะนำเสนอเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ต่อคุณอย่างแน่นอนค่ะ

17 ตุลาคม 25673 min read
article image
Marketing Technology

SaaS, PaaS, IaaS คืออะไรและแตกต่างกันอย่างไร

ปัจจุบันมีคำศัพท์เกี่ยวกับ Martech เยอะมาก จนบางครั้งเราก็ตามไม่ทัน อย่างเช่นคำว่า SaaS, PaaS และ IaaS ซึ่งทั้ง 3 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร ลองมาดูความหมายของทั้ง 3 คำนี้กันค่ะ  SaaS (Software as a Service) คืออะไรSaaS หรือ Software as a Service คือบริการซอฟต์แวร์รูปแบบหนึ่ง ที่ให้บริการซอฟแวร์ผ่านอินเทอร์เน็ต  โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง ซอฟต์แวร์จะทำงานบนคลาวด์เซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ และสามารถใช้งานได้ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ ซึ่งเป็นระบบซอฟแวร์ที่นิยมอย่างมากในตอนนี้  ข้อดีของ SaaS:ลดต้นทุนเพราะไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ที่ต้องติดตั้งภายในองค์กรผู้ใช้งานจะได้รับการอัพเดตอัตโนมัติจากระบบ ทำให้เราได้รับฟีเจอร์และความสามารถใหม่อยู่เสมอ สามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ตค่าบริการมักจะเป็นแบบสมัครสมาชิก ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการลงทุนได้ดีมีความยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนแผนการใชข้งานได้ตลอด สามารถเพิ่มหรือลดพื้นที่การจัดเก็บข้อมูล หรือซื้อฟีเจอร์ที่ต้องการใช้ได้  PaaS (Platform as a Service)PaaS หรือ Platform as a Service คือบริการแพลตฟอร์มที่ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันสามารถใช้สร้าง ทดสอบ และปรับใช้แอปพลิเคชันของตนได้โดยไม่ต้องจัดการกับระบบปฏิบัติการหรือฮาร์ดแวร์โดยตรง PaaS ให้ความยืดหยุ่นในการพัฒนาและลดความซับซ้อนในการจัดการโครงสร้างพื้นฐานPaaS (Platform as a Service) คือบริการที่ให้แพลตฟอร์มหรือโครงสร้างพื้นฐานที่นักพัฒนาสามารถใช้เพื่อสร้าง พัฒนา ทดสอบ และใช้งานแอปพลิเคชันโดยไม่ต้องจัดการกับฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์พื้นฐานเอง ผู้ให้บริการ PaaS จะจัดการเรื่องเซิร์ฟเวอร์ การจัดเก็บข้อมูล ระบบปฏิบัติการ และเครื่องมือการพัฒนาให้นักพัฒนามุ่งเน้นไปที่การเขียนและปรับปรุงโค้ด ข้อดีของ PaaS:ช่วยให้ผู้พัฒนาสามารถมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาแอปพลิเคชัน ไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการระบบมีเครื่องมือและเฟรมเวิร์กที่พร้อมใช้งานสำหรับการพัฒนาสามารถปรับขนาดการใช้งานได้ตามความต้องการลดเวลาพัฒนา ช่วยให้นักพัฒนาสามารถพัฒนาและใช้งานแอปได้เร็วขึ้น เนื่องจากมีแพลตฟอร์มพร้อมใช้งานรองรับการทำงานร่วมกัน: นักพัฒนาหลายคนสามารถทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์มเดียวกันได้อย่างราบรื่น  IaaS (Infrastructure as a Service)IaaS หรือ Infrastructure as a Service คือบริการที่ให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงและจัดการทรัพยากรฮาร์ดแวร์ เช่น เซิร์ฟเวอร์, ที่เก็บข้อมูล และเครือข่าย ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยที่ผู้ใช้งานสามารถติดตั้งระบบปฏิบัติการ ซอฟต์แวร์ และแอปพลิเคชันตามความต้องการ ข้อดีของ IaaS:ความยืดหยุ่นสูงสุดในการจัดการและปรับแต่งโครงสร้างพื้นฐานช่วยลดต้นทุนในการซื้อฮาร์ดแวร์จริงสามารถปรับขนาดทรัพยากรได้ตามความต้องการของธุรกิจ ความแตกต่างระหว่าง SaaS, PaaS, และ IaaSSaaS: เน้นที่การให้บริการซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่ผู้ใช้สามารถใช้ได้ทันทีPaaS: เน้นที่การให้แพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนาและปรับใช้แอปพลิเคชันIaaS: เน้นที่การให้ทรัพยากรฮาร์ดแวร์ที่ผู้ใช้สามารถจัดการได้ตามความต้องการ   

17 กันยายน 25672 min read