บทความทั้งหมด

article image
Digital Transformation

CRM คืออะไร ? ทำความรู้จัก 4 ประเภท CRM

เพราะโลกธุรกิจแข่งขันรุนแรงขึ้นทุกวัน หากเรามัวแต่วางกลยุทธ์มองหาแต่ลูกค้าใหม่อย่างเดียว ก็อาจจะทำให้เราต้องเสียงบการตลาดแบบเกินความจำเป็น ต้องจ่ายต้องลงทุนไปเรื่อย ๆ แบบเดา โดยไม่รู้เลยว่าคนกลุ่มนั้นเป็นกลุ่มเป้าหมายของเราจริงหรือเปล่า การลงทุนนั้น ๆ เขาจะสนใจสินค้าหรือบริการเราจริงแค่ไหนก็ยังไม่รู้          เลิกเถอะค่ะ การทำการตลาดแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ทุ่มทั้งเงินทุ่มทั้งแรงแล้วมองไม่เห็นผลลัพธ์อะไรเลย จะดีกว่าไหม ถ้าเราหันมาเอาใจลูกค้าที่มีอยู่แล้ว ดูแลจัดการความสัมพันธ์ลูกค้าด้วยระบบ CRM หรือ Customer Relationship Management ให้ดี เพื่อส่งต่อบริการที่ดีที่สุดให้ลูกค้าประทับใจและกลับมาใช้งาน รู้จักระบบ CRM          ให้สรุปชัดเข้าใจง่าย ๆ ระบบ CRM คือ ระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขาย และเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร จุดนี้มีข้อดีคือเราไม่ต้องเหนื่อยหาลูกค้าใหม่ และการหันมาทำความรู้จักและบริหารความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าให้มากขึ้น ใกล้ชิดกันมากขึ้น รู้ใจแบบไม่ต้องเดาใจ ตรงกับความต้องการสูงสุด4 ประเภทของ CRMกำลังอยากเริ่มต้น และอยากทำความรู้จัก CRM ให้มากขึ้น เรามาดู 4 ประเภทของระบบ CRM มาบอกเล่าสู่กันฟังค่ะ เผื่ออยากเอาไปเลือกใช้งานกันได้1. Operational CRM บริหารจัดการ          บริหารดีมีชัยไปกว่าครึ่ง! รู้หรือเปล่าว่า ระบบ CRM ไม่ได้เพียงแค่บริหารความสัมพันธ์ลูกค้าเท่านั้น แต่ช่วยบริหารจัดการธุรกิจได้ด้วยนะ โดย Operational CRM แบ่งเป็นรูปแบบตามนี้           Sales Automation ระบบการขายอัตโนมัติ ช่วยจัดระเบียบให้การซื้อขายง่ายยิ่งขึ้น และมีประสิทธิภาพ ด้วยระบบดังกล่าว จะทำให้เราพยากรณ์ยอดขายได้แม่นยำขึ้นเยอะMarketing Automation ระบบการตลาดอัตโนมัติ เป็นการหาช่องทางการโปรโมท นำเสนอผลิตภัณฑ์ กระตุ้นการซื้อซ้ำ บริการให้เข้าถึงลูกค้าของเราแบบอัตโนมัติ ไม่ต้องเหนื่อยอัตโนมือแล้ว เช่น การส่งอีเมล ส่งข้อความ SMS หรือการยิง Ads โฆษณาบนออนไลน์ ระบบนี้ก็ข้ามาช่วยได้นะ          Service Automation ระบบบริการอัตโนมัติ จุดนี้เป็นการช่วยให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดีที่สุด ส่วนใหญ่จะใช้กับคอลเซนเตอร์เป็นหลัก          จะเห็นได้ว่า Operational CRM ดังล่าว ช่วยเพิ่มความสะดวกให้การทำงาน ลดเวลาการทำงานให้ทีมการตลาดและทีมขาย เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่เพิ่มประสิทธิภาพได้เยอเลยนะ 2. Analytical CRM เน้นวิเคราะห์ข้อมูล          การสร้างรายงานและการวิเคราะห์ก็เป็นสิ่งสำคัญค่ะ Analytical CRM ด้วยความที่เป็น CRM วิเคราะห์เชิงลึกที่ผู้บริหารนิยมใช้ค่ะ เนื่องจากจะได้เห็นภาพรวมทั้งหมดของการบริการลูกค้าในทุกช่องทาง ซึ่งความหินของ Analytical CRM คือ จะต้องรวบรวมข้อมูลให้หมดจะได้เห็นภาพว่า ต้องทำยังไงต่อไป ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพยังไง เพื่อให้ลูกค้าอยากอยู่กับเราไปนาน ๆ มีความภักดีในแบรนด์สินค้าและบริการ (Brand Loyalty) ต่อไป 3. Collaborative CRM การทำงานร่วมกัน          สำหรับ  Collaborative CRM อันนี้เป็นระบบที่บางครั้งก็ถูกเรียกว่า Strategic CRM ก็มีค่ะ โดยจะเป็นการรวมข้อมูลทั้งองค์กรแบบขนานใหญ่ เน้นการแบ่งปันข้อมูลของลูกค้าในหน่วยธุรกิจต่าง ๆ เช่น ทีมขาย ทีมการตลาด ทีมเทคนิค และฝ่ายสนับสนุน หรือทีมคอลเซนเตอร์ ฯลฯ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแชร์ข้อมูลกัน ร่วมกันมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน          ในส่วน Collaborative CRM นี้มีไว้แก้ปัญหาให้กับบริษัท ธุรกิจ หรือองค์กรที่ไม่รู้ว่า จะต้องวางแผนยังไงต่อไป ยิ่งถ้ากำลังรู้สึกเบื่อ ๆ กับการวางกลยุทธ์แบบไม่รู้ว่าลูกค้าคิดอะไร ? เพื่อให้การตลาดยั่งยืน รู้หรือไม่ว่า หลังจากที่เราทำ สิ่งนี้จะช่วยวางกลยุทธ์ให้กับธุรกิจได้ด้วย โดยข้อมูลดังกล่าว ช่วยให้วิเคราะห์ข้อมูลได้ง่าย เช่น รู้ว่าลูกค้าชอบอะไร ชอบสินค้าไหน ชอบโปรโมชั่นอะไร หรือมีความต้องการยังไง ตรงนี้ถือว่าเป็นการบริหารจัดการความสัมพันธ์แบบคนรู้ใจที่ไม่ต้องเดาไปเอง เนื่องจากข้อมูลนี้ค่อนข้างเยอะ บางครั้งก็จะใช้ระบบซอฟท์แวร์มาช่วยวิเคราะห์ เก็บข้อมูล และตัดสินใจร่วมด้วยค่ะ4. Social CRM โซเชียลก็ช่วยได้          เพราะโซเชียลทำให้เราใกล้กันมากขึ้น ยิ่งตอนนี้คนเล่นโซเชียลกันทุกวัน ทุกเวลาค่ะ ดังนั้น รักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าบนช่องทาง Social CRM ก็เป็นอีกทางที่น่าสนใจ โดยระบบ CRM ประเภทนี้เราจะต้องเน้นการสื่อสารให้ใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น เพื่อให้ยินดีที่จะแชร์ คอมเมนต์ แชทหา โดย Socail CRM นั้นทำให้เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับลูกค้า หรือสื่อสารกันแบบตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม ช่วยสร้างความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกันขึ้นกับชาวเน็ต และเก็บข้อมูลเอาไปต่อยอดบริการในขั้นต่อไปได้ค่ะ นอกจากนี้เรายังหยิบข้อมูลในโซเชียลมีเดียที่เรามีมาวิเคราะห์ต่อยอดการตลาดได้อีกด้วยนะแล้วจะทำยังไงให้ CRM ประสบความสำเร็จ          เพราะความสำเร็จไม่มีสูตรตายตัวค่ะ เพื่อให้การทำ CRM แม่นยำแบบไม่คิดไปเอง เราจะต้องตั้งโจทย์ที่ต้องการ ว่า เราทำ CRM เพื่ออะไร มีเป้าหมายอะไร หลังจากนั้นต้องเก็บข้อมูล Data พอสมควรเลยค่ะ โดยจะต้องเก็บข้อมูลให้ตรงกับที่เราต้องการใช้งาน และต้องวิเคราะห์เพื่อนำมาใช้ด้วยนะ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายของมือใหม่ที่อยากลองทำ CRM พอสมควรเลยล่ะ          และถ้าอยากเริ่มทำระบบ CRM แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ปรึกษา 1Moby ได้นะคะ เรายินดีให้คำปรึกษาทุกธุรกิจ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกต้องตามเป้าหมายของธุรกิจคุณ ปรึกษาฟรีค่ะ 

2 ตุลาคม 25666 min read
article image
Communications

7 ขั้นตอนการวางแผน Marketing Communication Plan ให้กับแบรนด์หรือสินค้า

เพราะมนุษย์เราจำเป็นต้องติดต่อสื่อสารกันอยู่ตลอดเวลา และการสื่อสารนั้นเป็นปัจจัยสำคัญในการทำการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้ สร้างการเข้าถึงให้กับธุรกิจของเรา เพื่อการสื่อสารดีมีประสิทธิภาพสูงสุด เราจะต้องมีการวางแผน หรือที่เรียกว่า Marketing Communication Plan ก็เป็นอีกสิ่งจำเป็นที่ต้องรู้ขั้นตอนการทำให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้การสื่อสารการตลาดหลงทางและพลาดเป้า โดยเราได้สรุป 7 ขั้นตอนการวางแผนการตลาดมาให้ตามนี้  1.วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันของธุรกิจสำหรับขั้นตอนแรก เหมาะกับคนที่ไม่รู้ว่าจะวางแผนอย่างไร หรือไม่รู้จะทำอะไรใน Marketing Communication Plan ขอแนะนำว่า ก่อนจะลงมือวางแผน Marketing Communication Plan ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ของธุรกิจว่าตอนนี้เป็นอย่างไร ยกตัวอย่างชื่อเสียงของธุรกิจเป็นอย่างไรเอกลักษณ์ของแบรนด์มีคนจดจำได้ไหม ประสบการณ์ของลูกค้าเขารู้สึกกับแบรนด์เราแบบไหนแนวโน้มการตลาดสถานะการแข่งขันในตลาดตอนนี้เราเป็นรองหรือครองอันดับแชมป์           รวมทั้งมองหาดูว่าตอนนี้ธุรกิจของเรามีจุดเจ็บปวด หรือ Pain Point อะไรบ้างที่ต้องการแก้ไขอะไรบ้าง เช่น ตอนนี้แบรนด์ไม่เป็นที่รู้จักหรือยังโนเนมอยู่, แบรนด์เจอกับปัญหาดราม่าหรือภาวะวิกฤต (Brand Crisis) ฯลฯ ลองมองหาปัญหาที่ธุรกิจกำลังเจออยู่ เพื่อวางแผน Marketing Communication Plan เบื้องต้น             เว้นเสียแต่ถ้าคุณมีธงในใจหรือมีเป้าหมายอยู่แล้วว่าอยากทำ Marketing Communication Plan เกี่ยวกับหัวข้ออะไรก็สามารถข้ามขั้นตอนนี้ได้ 2.ตั้งวัตถุประสงค์การสื่อสารทางการตลาด          ให้การวางกลยุทธ์ไม่หลุดไม่ฟุ้งก็ต้องมีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่า ทำ Marketing Communication Plan เพื่ออะไร เช่น ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ต้องการประชาสัมพันธ์หรือโปรโมทโปรโมชั่น/แคมเปญใหม่ ฯลฯ          หรือถ้าคิดวัตถุประสงค์ Marketing Communication Plan ไม่ออกอาจจะเริ่มจากถามคำถามว่า  เราต้องการประสบความสำเร็จใน…เรื่องอะไรทำไมเราถึงต้องการประสบความสำเร็จใน…เรื่องนั้น?ทำไม…เรื่องนั้นนั้นถึงสำคัญ?            นึกไม่ออกว่าจะสร้างวัตถุประสงค์ยังไง เดี๋ยวยกตัวอย่างสถานการณ์ธุรกิจเจอปัญหาเจอเรื่องดราม่า Brand Crisis ในโลกโซเชียล และสร้างผลกระทบที่ทำให้แบรนด์ถูกลดทอนความน่าเชื่อถือ และส่งผลต่อยอดขายเราต้องการประสบความสำเร็จในเรื่อง.. แก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูดีขึ้นเพื่อกลบกระแสดราม่าเราต้องการสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์อีกครั้ง เพื่อเผชิญหน้ากับวิกฤตได้อย่าง\ยั่งยืนเรื่องนี้สำคัญเพราะจะช่วยให้แบรนด์รอดพ้นจากวิกฤตที่เกิดขึ้น           เมื่อเราได้ข้อสรุปแบบนี้ก็จะทำให้มองเห็นภาพชัดเจนว่าควรวางวัตถุประสงค์กู้วิกฤตเรียกความเชื่อมั่นของแบรนด์ให้กลับคืนมา และอย่าลืมกำหนดระยะเวลาการสื่อสาร Marketing Communication Plan ให้ชัดเจน และก็เป็นอะไรที่ทำได้จริง ไม่มโนไปเองนะ 3.ตั้งกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ          อย่างที่รู้กันว่าคนเรานั้นใช้ภาษาสื่อสารแตกต่างกันออกไป เพื่อให้ Marketing Commnunication Plan ไม่แป้ก เราควรเริ่มต้นกำหนดกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ (Persona) เพื่อให้การสื่อสารทางการตลาดทรงพลังมากที่สุด การตั้งกลุ่มเป้าหมาย (Target Audience) ให้ชัดเจน เช่นกำหนดเพศ อายุ รายได้ การศึกษา อาชีพ พฤติกรรม ความชอบ ความเชื่อ ฯลฯ กำหนดเป้าหมายหลักของบริษัทฯออกมาให้ก่อนลงมือวางแผนกลยุทธ์ Marketing Communication Plan            เมื่อเรารับรู้แล้วว่า การตั้งกลุ่มเป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ในการทำ Marketing Communication ให้ตรงจุด ตรงประเด็น ตรงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ รวมทั้งตรงกับกลุ่มลูกค้าที่เราต้องการสื่อสารด้วย เพราะถ้าเราสื่อสารผิดกลุ่มถึงแม้จะสร้างการรับรู้ได้ก็จริง แต่อาจจะไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ต้องการได้ 4.วางแผนกลยุทธ์สื่อสารการตลาด กำหนดงบประมาณ          ให้การทำ Marketing Communication Plan เกิดขึ้นจริง มาถึงขั้นตอนสำคัญที่ต้องทำแล้ว คือการรวบรวมข้อมูลสถานการณ์ธุรกิจ วัตถุประสงค์ และกลุ่มเป้าหมาย เข้าด้วยกันเพื่อวางกลยุทธ์เฉพาะ (Specific tactics) ตลาดเพื่อให้ประสบความสำเร็จ รวมทั้งกำหนดงบประมาณ Marketing Communication Plan ให้ชัดเจน และกำหนดเวลาในการโปรโมทสื่อสารพร้อมกับสร้างแผนการปฏิบัติงาน (Action Plan) ด้วย  5.ผลิตเนื้อหา หรือคอนเทนต์และข้อความที่ต้องการสื่อสาร          มาถึงขั้นตอน Marketing Communication Plan การลงมือทำเมื่อมีกลยุทธ์ รู้เป้าหมาย มีวัตถุประสงค์ก็ลงมือตามแผนที่วางไว้ ด้วยการสร้างสรรค์คอนเทนต์ แคปชั่น ภาพ (Artwork) ต่าง ๆ ให้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย และตอบโจทย์ที่ต้องการ โดยจะต้องเลือกภาษาให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายด้วย เช่น ภาษาเข้าใจง่าย ภาษาทางการ ภาษากึ่งทางการ หรือภาษาท้องถิ่น แบบไหนต้องเลือกให้ตรงกับแผน  Marketing Communication Plan ด้วยล่ะ ซึ่งจุดนี้จะทำให้แต่ละแบรนด์มีการสื่อสารที่แตกต่างกันนั้นเอง 6.เลือกช่องทางโปรโมทคอนเทนต์หรือข้อความนั้น          มาถึงการประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ เพื่อให้เข้าถึงได้มากที่สุด สร้างการรับรู้ได้สูงสุด หลังจากลงมือผลิตคอนเทนต์หรือข้อความที่ต้องการสื่อสาร Marketing Communication Plan ครบจบก็มาเลือกช่องทางโปรโมทให้กลุ่มเป้าหมายที่วางเอาไว้ได้พบเห็น ผ่านการสื่อสารในช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายพบเห็นและนิยมใช้งานเป็นประจำ เช่น หนังสือพิมพ์ อีเมลทางการตลาด เว็บไซต์ โทรทัศน์ ข้อความ SMS โซเชียลมีเดีย (Facebook, LINE OA, YouTube, TikTok, Twitter) รวมทั้งช่องทางการยิงแอดต่าง ๆ ก็กำหนดให้เหมาะสมตามกลยุทธ์ที่วางไว้ โดยจะต้องเลือกใช้สิ่งที่คุ้มค่าที่สุด ไม่เกินงบที่วางเอาไว้ และได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด 7.ตั้งเป้าหมายและวัดผลประเมินผล          กลยุทธ์ Marketing Communication Plan จะทรงพลังได้ถ้าเรามีเป้าหมายและมีการวัดผลประเมินผลการสื่อสารทางการตลาด โดยเราจะต้องตรวจสอบเป็นระยะว่าสิ่งที่สื่อสารออกไปนั้นเป็นอย่างไร มีกระแสตอบรับแบบไหน เป็นไปในทิศทางที่ดีหรือเปล่า เพื่อปรับปรุงและแก้ไขให้กลยุทธ์การสื่อสารดียิ่งขึ้น อาจจะเริ่มจากการลองทำแบบสำรวจ แบบสอบถาม หรือลงมือเก็บข้อมูล Social Listening ก็ช่วยได้เยอะ           เพื่อให้การสื่อสารทางการตลาดเฟอร์เฟคที่สุด จำไว้ว่า Marketing Communication Plan จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ก็ต่อเมื่อวางแผนและมีเป้าหมายชัดเจนก่อนลงมือทำ รวมทั้งมีการวัดผลลัพธ์อยู่เสมอ 

2 ตุลาคม 25665 min read
article image
Website & Application

6 ขั้นตอนการออกแบบเว็บไซต์ที่เห็นผลที่สุด

เพราะการมีเว็บไซต์นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจดูน่าเชื่อถือ และเว็บไซต์เปรียบเสมือนเป็นหน้าร้านออนไลน์ที่เปิดให้ลูกค้าได้เข้าชมตลอดเวลาแบบ 24/7 ทำให้หลายธุรกิจเริ่มกลับมาสนใจการเปิดเว็บไซต์ให้ธุรกิจและมองหาขั้นตอนการออกแบบเว็บไซต์กันมากขึ้น ถามว่าอยากออกแบบเว็บไซต์จะต้องเริ่มยังไง บทความนี้มีคำตอบให้คุณ  1.กำหนดคอนเซปต์ (Concept) และคอนเทนต์ (Content) ให้ชัดเจน           เว็บไซต์ที่ดีจะต้องมีคอนเซปต์ที่ใช่ และคอนเทนต์ที่เหมาะสม คนทำเว็บไซต์จะต้องรู้ว่าเว็บไซต์ที่ทำจะมีคอนเซปต์และมีคอนเทนต์อะไร สิ่งนี้จะต้องรู้และกำหนดขึ้นมาก่อนที่จะออกแบบเว็บไซต์ เพื่อให้การออกแบบไม่หลุดกรอบและตรงเป้าหมายที่สุด เช่น มีคอนเซปต์ทำเว็บไซต์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อเก็บรายชื่อลูกค้า (Lead Generation) ก็จะต้องวางให้ชัดว่าต้องมีคอนเทนต์อธิบายโปรดักส์สินค้าหรือ บริการให้ชัดเจน พร้อมกับช่องกรอกข้อมูลเพื่อติดต่อกลับลูกค้าบนเว็บไซต์ 2.กำหนดโครงสร้าง (Sitemap)           เมื่อวางคอนเซปต์และคอนเทนต์ได้แล้ว สิ่งที่ต้องทำก่อนออกแบบเว็บไซต์ก็คือการกำหนดโครงสร้างเว็บไซต์ หรือ Sitemap ให้ตรงกับสิ่งที่วางเอาไว้ ด้วยการร่างหมวดเว็บไซต์ที่ต้องการทำ เรียงลำดับความสำคัญจากหัวข้อหลักสู่หัวข้อย่อย เช่น Header, Body, Footer ของเว็บไซต์ โดยจะต้องวางแผนให้ดี ไม่ควรทำให้เว็บไซต์สับสน ควรแยกลิงก์ให้ชัดเจนว่าต้องการทำเว็บไซต์เพื่ออะไรเป็นหลัก3.เตรียมชื่อจดโดเมนเนม (Domain Name) ให้เว็บไซต์          กรณีสร้างเว็บไซต์ใหม่ การเตรียมชื่อโดเมนเนมให้เว็บไซต์ หรือชื่อเว็บไซต์ก็เป็นอีกข้อสำคัญที่อยากเล่าให้ฟังก่อนจะไปออกแบบเว็บไซต์ ชื่อเว็บจะต้องไม่ยาวเกิน ไม่ซ้ำกับใคร และก็ตรงกับธุรกิจของเรา โดยจะต้องคิดให้ดีก่อนจดโดเมนเนม 4.วางดีไซน์ (UX/UI Design) ให้ตรงกับที่ต้องการ           หลังจากกำหนดโครงสร้างครบ เราก็วางแผนออกแบบเว็บไซต์ด้วยดีไซน์ที่ต้องการ ตรงกับคอนเซปต์ที่วางไว้ เพื่อสร้างการรับรู้ที่ทรงพลัง จะต้องออกแบบให้เว็บไซต์ต้องตรงกับคาแรคเตอร์แบรนด์ด้วย รวมทั้งออกแบบดีไซน์เว็บ UX/UI Design ให้เหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการ มีความสวยงาม เข้าใจได้ง่าย ใช้งานได้สะดวก เหมาะสมไม่มากน้อยเกินไป 5.เลือกวิธีการสร้างเว็บไซต์ที่สะดวก            อันนี้เป็นขั้นตอนการออกแบบเว็บไซต์ที่สำคัญมาก เพราะว่าเดี๋ยวนี้ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดขึ้นมาเองก็ได้ จะเลือกใช้เว็บไซต์สำเร็จรูป สร้างด้วย CMS (Content Management System) เช่น WIX, Wordpress, Jimdo, Blogger.com ฯลฯ ซึ่งตรงนี้จะต้องเลือกจากความถนัดและงบประมาณที่มีร่วมด้วย6.ดีไซน์เว็บให้ Responsive Web Design          การทำให้เว็บไซต์ Responsive Web Design จัดว่าเป็นอีกหัวข้อสำคัญในการออกแบบเว็บไซต์ รองรับหน้าจอทุกอย่างทั้ง Desktop Site และ Mobile Site โดยคนที่เคยมีเว็บก่อนหน้านี้ก็สามารถปรับให้เว็บไซต์ Responsive ได้เช่นกันแต่อาจจะต้องอาศัยการเขียนโค้ดเพิ่มเติมและต้องระวังการซ้ำซ้อนของโค้ดด้วยนะ ซึ่งการทำเว็บให้รองรับอุปกรณ์ต่าง ๆ นั้นก็มีรายละเอียดค่อนข้างมาก และจะต้องใช้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญทั้ง Web Developer, Web Designer และแผนกอื่น ๆ ในการทำงานออกแบบเว็บไซต์ร่วมกัน ไม่เพียงเท่านี้การออกแบบเว็บไซต์นั้นยังขึ้นอยู่กับงบประมาณในการทำเว็บไซต์ด้วยล่ะ             ทำความเข้าใจขั้นตอนการสร้างเว็บไซต์แบบฉบับเบื้องต้นครบจบแล้ว และถ้าสนใจอยากทำเว็บไซต์เพื่อธุรกิจแต่ไม่อยากทำเอง ลองปรึกษาทีมงาน 1Moby ช่วยคุณเปลี่ยนทุกไอเดีย ให้กลายเป็นจริง เราพร้อมให้คำปรึกษา

2 ตุลาคม 256610 min read
article image
Technology

Cybersecurity คืออะไร และทำไมทุกธุรกิจจำเป็นต้องมี

เพราะอะไร ๆ ในยุคนี้ก็พึ่งพาออนไลน์ ก้าวเข้าสู่ดิจิทัลการทำธุรกิจจำเป็นต้องมีแอปพลิเคชัน มีเว็บไซต์ มีระบบคลาวด์ (Clouds) ไว้เก็บข้อมูล รวมทั้งใช้โซเชียลมีเดียต่าง ๆ จึงไม่แปลกที่ธุรกิจเริ่มให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของบริษัทฯ หรือปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า เช่น ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทร อีเมล เลขบัตรประจำตัวประชาชน ฯลฯเมื่อโลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว ยิ่งทำให้ Cybersecurity กำลังเป็นเรื่องราวที่ผู้คนสนใจ และให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จากข่าวคราว PDPA หรือพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2565 ทำให้หลายบริษัทเริ่มตื่นตัว ป้องกันไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้ารั่วไหล บริษัทต่าง ๆ ต้องเสริมเกราะเพิ่มความปลอดภัยในโลกออนไลน์ให้มากขึ้นถามว่า Cybersecurity คืออะไรกันแน่          ให้เล่าแบบเข้าใจง่าย Cybersecurity (ไซเบอร์ซีเคียวริตี้) บ้างก็เขียนแบบเว้นวรรคเป็น Cyber Security โดยทั้งหมดนี้แปลตรงตัว หมายถึง ความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ เป็นระบบที่ถูกสร้างขึ้นมาป้องกันความเสี่ยงในโลกออนไลน์ รวมทั้งป้องกันแฮกเกอร์ขโมยข้อมูลสำคัญ เพื่อไม่ให้ข้อมูสำคัญถูกเรียกค่าไถ่ หรือเจอกับอาชญากรรมไซเบอร์         หากให้อธิบายให้เห็นภาพมากขึ้นว่า Cybersecurity มีไว้เซฟ Cyberspace ป้องกันภัยไซเบอร์ที่ใกล้ตัวเรา มีอะไรบ้างที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง เช่น Malware เรียกค่าไถ่ ครอบคลุมไปถึง Virus, Worms และ Trojans Phishing อีเมลที่แฝงมาตามลิงก์ ใน E-mail, SMS หรือช่องทาง Social Media ต่าง ๆ หากคลิกไปปั้บข้อมูลก็จะหลุดหายไปทันทีWebsite application attacks การโจมตีเว็บไซต์          อย่างไรก็ดี ที่เล่ามาข้างต้นเป็นเพียงแค่ตัวอย่างภัยร้ายในโลกออนไลน์ที่พร้อมจู่โจมเราเท่านั้น เพราะยังมีรายละเอียดอีกมากมายเกี่ยวกับ Cybersecurity          การทำ Cybersecurity มีจุดประสงค์หลัก เพื่อความปลอดภัย รวมทั้งสร้างความไว้วางใจในระยะยาว และไม่สูญเสียข้อมูล รวมทั้งเงินทองให้กับแฮกเกอร์โดยไม่จำเป็น จึงเป็นเหตุให้หลายบริษัทเริ่มลงมือทำ Cybersecurity อย่างจริงจัง ซึ่งจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลตลอด เพื่อป้องกันและประเมินความเสี่ยง          แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องยอมรับว่า การว่าจ้างคนตำแหน่ง Cybersecurity นั้นมีค่าแรงค่อนข้างสูงทำให้บริษัทเล็ก ๆ แบบ SME อาจคิดหนักว่าจะจ้างมาทำประจำก็อาจจะเกินงบ ดังนั้น การมองหาบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านไอทีมาคอยดูแลก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจอยากเริ่มทำ Cybersecurity เริ่มยังไง?         ก่อนเริ่มทำแอฟหรือเว็บไซต์ควรทำ Cybersecurity ด้วยเลยหรือแม้แต่เว็บที่มีอยู่แล้วก็ควรเสริมเกราะให้แกร่ง ป้องกันภัยไว้ดีกว่าแก้ทีหลัง เหมือนกับคำที่ว่า อย่าปล่อยให้วัวหายแล้วค่อยล้อมคอก

2 ตุลาคม 25664 min read
article image
Marketing Automation

ระหว่าง AI และ Automation แตกต่างกันยังไง?

หันไปทางไหนก็มีแต่คนพูดถึงระบบ AI และ Automation เมื่อเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ให้ความสำคัญกับ AI เป็นอย่างมาก เลยทำให้เรามักจะจำระบบ Automation ว่าเป็น AI เป็นอันเดียวกัน ? เอาเข้าจริง ๆ แล้ว ทั้งสองอย่างมีความแตกต่างกัน ถามว่ามีอะไรบ้าง รวมถึงเลือกว่าอะไรที่ธุรกิจของคุณกำลังสนใจนำมาปรับใช้ได้จริง ตรงกับใจที่ต้องการมากที่สุด และเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกเอามาช่วยงาน เดี๋ยว 1Moby จะเขียนอธิบายให้ละเอียดในบทความนี้ AI คืออะไร          คำว่า AI ย่อมาจากคำว่า Artificial Intelligence เรียกชื่อไทย AI คือ ปัญญาประดิษฐ์ที่มีฟังก์ชั่นเรียนรู้ ทำความเข้าใจ มีความสามารถคิด วิเคราะห์ วางแผน และช่วยตัดสินใจ รวมทั้งทำนายผลลัพธ์ได้ซึ่งคำนวณจากประสบการณ์เป็นหลัก          ส่วนใหญ่จะเน้นใช้เพื่อเปลี่ยนให้ชีวิตง่ายขึ้น หากนึกไม่ออกว่า AI คืออะไร ก็มีตัวอย่างให้ทำความเข้าใจ เช่น ผู้ช่วยเสมือนจริงอย่าง Siri หรือ Alexa มาช่วยตอบคำถามและโต้ตอบได้ราวกับเป็นคนจริง ๆ และถ้าให้อินเข้ามาอีก AI ก็นำมาใช้กับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติหรือรถยนต์ไร้คนขับด้วย          หรือจะให้ยกตัวอย่างให้เข้าใจว่าองค์กรไหนใช้ AI อีกบ้างก็ต้องเล่าถึง Netfilx และ Spotify ที่พัฒนาระบบ AI มาแนะนำหนังโปรด รวมทั้งเพลงที่คนชอบฟังให้ด้วย โดย AI จะเรียนรู้ว่า คน ๆ นั้นชอบอะไรและก็นำเสนอสิ่งที่ตรงใจให้กับ User เองแบบไม่ต้องคิดมาก แถมยังช่วยดึงคนให้อยู่กับแพลตฟอร์มได้นาน และได้ใจคนใช้งานไปโดยปริยาย แล้ว Automation คืออะไร?          ในส่วน  Automation คือ ระบบการทำงานอัตโนมัติ ที่มีโปรแกรมตั้งเอาไว้อยู่แล้ว เน้นเอาไว้คุมงาน สั่งงาน และกำหนดคำสั่งเอาไว้ จะไม่สามารถคิดหรือวิเคราะห์สิ่งใหม่ ๆ ได้เทียบเท่ากับ AI รวมทั้งต้องมีมนุษย์คอยดูแลควบคุมทำงาน จึงเหมาะกับการทำระบบโทรศัพท์ตอบกลับอัตโนมัติ ระบบรดน้ำอัตโนมัติ หรือจะเอามาช่วยการตลาดอัตโนมัติเพื่อเอามาช่วยทำงานด้านการตลาดก็ได้เช่นกัน          ถ้าให้สรุปอีกครั้ง ว่าความต่างเป็นยังไง.. AI จะทำงานเองตามระบบโดยจะตัดสินทำสิ่งที่ได้ผลลัพธ์ดีที่สุดซึ่งจะเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ แต่ส่วน Automation จะทำงานตามคำสั่งของเราที่ระบุลงไปนั้นเองล่ะเทียบจุดเด่น/ข้อดี ระหว่าง AI และ Automation          เพราะทุกอย่างมีต้นทุน การทำความเข้าใจข้อดีก่อนลงทุนก็ลงมือทำก็จะทำให้ธุรกิจได้รับสิ่งที่คุ้มค่า หากจะให้เล่าและแนะนำให้เลือกระหว่าง AI หรือ Automation คงต้องบอกว่าทั้ง AI และ Automation มีข้อดีในตัวเอง จึงต้องเลือกให้เหมาะกับงานที่เราต้องการให้ระบบเหล่านี้มาช่วยทำAIAutomationเรียนรู้ข้อมูลทั้งหมด และเรียนรู้ประสบการณ์ตัดสินใจทำงาน วิเคราะห์สถานการณ์ สามารถเปรียบเทียบได้ และหาข้อสรุปได้เหมาะกับงานที่ไม่ซ้ำซาก และเน้นการพัฒนา เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ต้องตั้งค่าการทำงานล่วงหน้าเป็นเหมือนเครื่องจักรทำงานให้มนุษย์ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้หรือพัฒนาเพิ่มเติมเหมาะกับงานซ้ำ ๆ ต้องทำตามคำสั่งและกฎเดิม ๆ           จะเห็นได้ว่า ทุกวันนี้เทคโนโลยีหรือนวัฒนกรรม ที่เราพบเห็นก็นำ AI และ Automation มาใช้บ้างแล้ว เพื่อลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มากขึ้น อยากทำ AI หรืออยากเริ่ม Automation          และถ้าคุณมีแผนนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาพัฒนาองค์กร และบริษัท ก็สามารถปรึกษาเราได้เสมอ เพราะ 1moby เป็น Technology Solution Company บริษัทไอทีในไทย ที่จะทำให้เทคโนโลยีเป็นเรื่องง่ายและไม่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ เราพร้อมพาธุรกิจก้าวข้ามขีดจำกัด ด้วย Solution ที่เราเชี่ยวชาญหลากหลายและครอบคลุมทั้ง Communication Solution, Business Solution และ Data Solution เราพร้อมให้คำปรึกษาคุณค่ะ

2 ตุลาคม 25665 min read
article image
Communications

เผยกลยุทธ์ Marketing Communication เพื่อธุรกิจขนาดเล็ก

หมดยุคการทำการตลาดแบบขี่ช้างจับตั๊กแตนกันแล้ว ในโลกออนไลน์วันนี้ธุรกิจขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องตามธุรกิจขนาดใหญ่อีกต่อไป โดยเฉพาะการวางกลยุทธ์ Marketing Communication ที่ธุรกิจขนาดเล็กทำได้เองแบบไม่ต้องเลียนแบบใคร ด้วยความที่กลยุทธ์ดีก็ทำให้ธุรกิจไปได้ไกลและช่วยให้แผนธุรกิจชัดเจน โดยเฉพาะการวางแผนการสื่อสารการตลาดหรือที่เรียกทับศัพท์ว่า Marketing Communication          หลายคนอาจจะเข้าใจว่า การทำ Marketing Communication นั้นมีเฉพาะการซื้อ หรือลงโฆษณา (Advertising) เท่านั้น เราอยากให้ทำความเข้าใจเพิ่มเติมว่า การโฆษณาเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการทำการสื่อสารการตลาดเพียงเท่านั้น          และด้วยความที่ Marketing Communication ยังมีส่วนอื่น ๆ ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย เดี๋ยวบทความนี้จะบอกเล่าให้เข้าใจนะคะ ว่าเราจะวางกลยุทธ์อะไรยังไงบ้างสำหรับธุรกิจขนาดเล็กค่ะ1.กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัด          เคยได้ยินคำว่า “One size doesn't fit all.” ไหมคะ กลยุทธ์สื่อสารการตลาดของธุรกิจขนาดเล็กก็เช่นกันค่ะ เราไม่จำเป็นต้องแข่งกับทุกคนในตลาด ลองเปลี่ยนมาสื่อสารกลุ่มลูกค้าที่ใช่ หรือกลุ่มลูกค้าเฉพาะ (Niche Customers) เจาะจงมากขึ้นก็ช่วยให้การสื่อสารการตลาดของเราทรงพลัง สร้างยอดขายได้จริง และไม่เปลืองงบประมาณเยอะ          อย่างไรก็ดี การมองหาลูกค้าอย่างเข้าใจ พร้อมกับวางกลยุทธ์สื่อสารด้วยโปรดักส์และบริการของเราโดยตรง เป็นสิ่งที่ธุรกิจขนาดเล็กต้องเริ่มต้นให้ไว โดยสตาร์ทจากการทำข้อมูลสรุปหาลูกค้าตัวจริงให้ได้ เริ่มต้นธุรกิจให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีด้วย Customer Journey และมองหา Persona ของผู้ซื้อสินค้า เมื่อเราเข้าใจลูกค้าก็จะสามารถส่งต่อคอนเทนต์ โฆษณา หรือกิจกรรมทางการตลาดอื่น ๆ ได้ตรงกับที่ลูกค้ากำลังมองหาได้อย่างถูกที่ถูกเวลา ช่วยเพิ่ม Conversion ได้อย่างยั่งยืนเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเราเข้าใจที่จะสื่อสารกับลูกค้า ยอดขายก็จะมาเองค่ะ2.ต้องรู้ว่าเรากำลังจะทำอะไร           ไม่อยากให้โลภค่ะ ก่อนทำ Marketing Communication จะต้องมีเป้าหมายชัดเจนว่า เรากำลังต้องการอะไร อยากทำอะไร มีอะไรที่เราต้องการหรือเปล่า จะต้องตอบให้ชัดเจนก่อนวางแผนกลยุทธ์ Marketing Communication นะคะ เช่น          ต้องการวางแผนกลยุทธ์เพื่อสร้างการรับรู้ (Awareness) ด้วยการส่งต่อโฆษณา หรือโพสต์คอนเทนต์ที่ถูกใจให้กับกลุ่มลูกค้า ต้องการสร้างการมีส่วนร่วม (Engagement) ก็อาจจะมองหากิจกรรมให้มีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์ หรือกิจกรรมอื่น ๆ ต้องการสร้างยอดขาย (Conversions) เป็นหลักก็อาจจะจัดโปรโมชั่น หรือส่วนลดมาเพื่อสื่อสารกับกลุ่มลูกค้า          โดยการกำหนดเป้าหมายดังกล่าวนั้น ทำให้เราไม่หลงทาง และช่วยให้ให้การสื่อสารชัดเจนไม่ซับซ้อน ตรงประเด็น เข้าใจไม่ยากเกินไปนั้นเอง3.สร้างแบรนด์ให้ชัดเจน และเป็นที่ไว้วางใจ          การทำ Marketing Communication นอกจากการสร้างแบรนด์ให้ชัดเจน มีเอกลักษณ์ ปั้นโลโก้ที่เหมาะสม สโลแกนที่ใช่ พร้อมกับการวางวิสัยทัศน์ พันธกิจที่เหมาะสม ตามด้วยการสร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้าไว้วางใจก็เป็นสิ่งสำคัญมาก ค่ะ ซึ่งจุดนี้เองอาจจะต้องอาศัยความร่วมมือจากพนักงาน และลูกจ้างที่จะบริการลูกค้าให้ดีที่สุด และมีแนวทางที่เหมาะสม สร้างความประทับใจให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำ หรือซื้อสินค้าซ้ำอีกครั้ง เพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ไม่ต้องเหนื่อยหาลูกค้าใหม่ ๆ รวมทั้งสร้างกลยุทธ์การสื่อสารอย่างมีคุณภาพต่อไปในระยะยาว 4.สร้างตัวตนให้เป็นที่จดจำให้ได้           หลังจากเรารู้จักกลุ่มลูกค้า รู้เป้าหมาย สร้างแบรนด์ให้ชัดเจนแล้ว กลยุทธ์สร้างการจดจำก็เป็นสิ่งสำคัญนะคะ ยิ่งถ้าเราทำธุรกิจมีคู่แข่งจำนวนมาก การสร้างตัวตนให้คนจำได้ว่า เราเป็นใคร ทำอะไร มีบริการ หรือสินค้าอะไร เป็นอีกกลยุทธ์ Marketing Communication ที่ต้องลงมือทำ ยกตัวอย่างการสื่อสารการตลาดของธุรกิจขนาดเล็กที่ปังและน่าสนใจ เช่น ร้านขายอุปกรณ์การเกษตรแอ็กกี้โฮม (@aggiehomeonline) จากอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์          แอ็กกี้โฮม  กวาดกระแสไวรัลโกยยอดวิวหลักล้านบนแพลตฟอร์ม TikTok และก็สร้างเสียงหัวเราะได้ด้วยการรีวิวสินค้าแบบไม่เหมือนใคร เน้นพูดน้อย แอคติ้งหน้านิ่ง และเน้นการจดจำได้ด้วยคาแรกเตอร์ผู้ชายตาโต ๆ เน้นฮาไว้ก่อน ก็พรีเซนต์ขายของบวกกับความครีเอทีฟให้เข้ากับกระแส ช่วยสร้างความจดจำได้ดีเยี่ยมเลยทีเดียวล่ะ 5.ลงมือทำ วัดผล และปรับปรุง          ในข้อนี้อาจจะไม่ใช้กลยุทธ์ Marketing Communication แบบโดยตรงค่ะ แต่ะเป็นขั้นตอนสำคัญ หากเราวางแผนกลยุทธ์อย่างเดียวการสื่อสารที่ดีก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้น หลังจากวางแผนกลยุทธ์เสร็จ เราจะต้องลงมือทำ วัดผลลัพธ์ที่ได้แบบไม่หลอกตัวเอง และปรับปรุงมองหาสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้กลยุทธ์สดใหม่ตลอดเวลานั้นเองค่ะ สรุป Marketing Communicationทั้งหมดนี้เป็นกลยุทธ์ Marketing Communication การสื่อสารการตลาดแบบน้อยแต่มากให้ธุรกิจขนาดเล็กนะคะ หากต้องการผู้ช่วยคอยดูแลธุรกิจคุณ ปรึกษา Magnus ได้เสมอนะคะ พวกเรายินดีให้คำปรึกษาวางแผนการตลาดแบบครบวงจร วัดผลลัพธ์ได้จริง แบบคุ้มค่าที่สุด 

2 ตุลาคม 25668 min read
article image
Communications

รวมเคล็ดลับการสื่อสารแบบ Marketing Communication ที่มีประสิทธิภาพ

“การสื่อสารที่ดีทำให้ธุรกิจมีชัยไปกว่าครึ่ง” เพราะคนเราจำเป็นต้องติดต่อสื่อสารกันอยู่ตลอดเวลา ทำให้การสื่อสารเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการใช้ชีวิต และถ้าต้องการทำการตลาดให้เข้าถึงผู้คนให้มากที่สุด หรือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย (Target) ที่เราต้องการมากที่สุด เราก็จะต้องใส่ใจกับการทำ Marketing Communication หรือการสื่อสารการตลาดอย่างเข้าใจ เรามีเคล็ดลับมาบอกเล่าให้ฟังค่ะMarketing Communication คืออะไร?แปลกันตรงตัว Marketing Communication คือ การสื่อสารการตลาด หรือบางที่ก็ชอบเรียกแบบย่อว่า Marcom (อ่านว่า มาร์คอม) ถามว่า Marketing Communication มีไว้ทำไม ก็อาจจะสรุปรวมยอดได้ว่า Marcom มีไว้สื่อสารธุรกิจ สร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างการรับรู้ สร้างการเข้าถึง โดยมีจุดเป้าหมายคือกระตุ้นการขาย เพิ่มความจงรักภัคดีให้กับแบรนด์ โดยรวมทั้งการตลาดทางตรง การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ และการส่งเสริมการขายแบบโปรโมชั่น ล้วนแล้วแต่อยู่ในคำ ๆ นี้ Marketing Communicationส่วนใหญ่ Marcom จะนิยมการสื่อสารกแบบสองทาง (Two-way Communication) เพื่อโน้มน้าวใจให้ลูกค้ามาอุดหนุนสินค้าและบริการของเรานั้นเอง1. สื่อสารผ่านข้อความ          เคยได้ยินคำว่า “ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจไหมคะ” เช่นกันค่ะ “การสื่อสารก็เป็นหัวใจของ Marcomm เหมือนกัน” เพราะ Marketing Communication คือการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจ ก่อนจะลุยทำ Marketing Communication แบบเต็มตัวสิ่งที่อยากให้เข้าใจเบื้องต้น เตรียมตัวก่อน เราควรมี Key Message ที่ชัดเจน และมี Mood & Tone ของการสื่อสารผ่านข้อความ            เพื่อให้การสื่อสารผ่านข้อความทรงพลัง ไม่ควรเปลี่ยน Key Message ไปมาบ่อย ๆ อาจจะเน้นมองหาใช้คำพูดที่น่าสนใจ หรือโน้มน้าวใจให้ผู้อ่านรู้สึกคล้อยตาม เพื่อเกิดการจดจำเราผ่านการอ่าน หรือการพบเห็นนั้นเองค่ะ และการสื่อสารผ่านข้อความ Key Message นั้นจะต้องสอดคล้องกับความเป็นแบรนด์ รวมทั้งตอบโจทย์ของบริษัทด้วยนะ            ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นจากการตั้งคำถามพื้นฐานค่ะ “What, Who, Why?” ธุรกิจหรือองค์กรของเราทำอะไร ? เราเป็นใคร ? และเรามีไว้ทำไม ? หลังจากตอบครบถ้วนก็กลับไปดูเป้าหมายของบริษัท วัตถุประสงค์ พร้อมกับกลยุทธ์ทางการตลาด และดูผลิตภัณฑ์/บริการของเราว่า จะต้องการนำเสนอแบบไหน ต้องการข้อความ คำพูด หรือแนวคิดที่แตกต่างจากธุรกิจคู่แข่งอย่างไร  หลักการคิด Key Message ที่ดีKey Message ต้องกระชับ ชัดเจน ไม่เวิ่นเว้อKey Message ต้องง่าย ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการจดจำKey Message สร้างความแตกต่างKey Message ช่วยโน้มน้าวใจได้ในไม่กี่คำKey Message เกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น ตรงกับความต้องการ ช่วยแก้ปัญหา มีประโยชน์ ฯลฯKey Message สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ไม่สร้างความกังวลใจ            แต่ถ้าหากคิดไม่ออกว่า… จะเริ่มสื่อสารอย่างไร ด้วยถ้อยคำแบบไหน แนะนำให้ลองวิเคราะห์ข้อมูลก่อนลงมือทำ และถ้าไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ปรึกษา Magnus ได้นะคะ  2. สื่อสารผ่านการออกแบบ           การมี Key Message ปัง ๆ อย่างเดียวนั้นไม่พอ การทำ Marketing Communication พังแน่ หากการออกแบบไม่ได้เรื่อง เพราะภาพหนึ่งภาพแทนคำเป็นล้านคำ ดังนั้น เราต้องกลับมาใส่ใจกับออกแบบให้ชัดเจนตามที่เราต้องการสื่อสารค่ะ และจะต้องมีความเข้าใจพื้นฐานในการสร้างคาแรคเตอร์ให้ชัดเจนตรงกับความเป็นแบรนด์ธุรกิจ          เพื่อให้โดดเด่นในยุคที่การแข่งขันสูงปริ๊ด การสื่อสารที่ดี การออกแบบก็สำคัญมาก ๆ นะคะ เช่น การออกแบบภาพโฆษณาบน FB หรือการออกแบบแบนเนอร์ GDN รวมทั้งการตัดต่อ VDO Content ก็ล้วนแล้วแต่ช่วยให้การสื่อสารทรงพลังมากยิ่งขึ้น และช่วยเพิ่มการจดจำได้เยอะเลยนะคะ  3. รับฟังฟีคแบคต่าง ๆ           การทำธุรกิจต้องปรับตัวให้ทัน เพื่ออยู่ทนในวิกฤต และอยู่รอดในทุกสถานการณ์สำคัญสุด Marketing Communication ที่ดีและมีประสิทธิภาพนั้น เราจะไม่แค่สื่อสารออกไปอย่างเดียวเท่านั้น เราจะต้องหมั่นเก็บผลการตอบรับ (Feedback)อยู่เสมอ ต้องคอยสอดส่อง และเก็บข้อมูล คำติชมต่าง ๆ ที่ได้รับ เพื่อนำมาปรับใช้ต่อไป ยิ่งการทำการตลาดออนไลน์ในยุคสมัยนี้การรับฟีคแบคต่าง ๆ ไม่ยากแล้วค่ะ เพราะมีเครื่องมือ Social listening เอาไว้คอยดึงข้อมูลมาวิเคราะห์ ว่าสิ่งที่สื่อสารออกไปนั้น ได้รับผลลัพธ์เป็นอย่างไร อย่างเช่น ThaiBulkSMS เองก็เช่นเดียวกัน เรามีการเก็บฟีคแบคต่าง ๆ และนำมาปรับใช้หรือปรับปรุงบริการเช่นเดียวกัน          หากทำ Marketing Communication ได้รับฟีคแบคดีคำวิจารณ์เชิงบวกเราก็นำมาต่อยอดได้ หรือถ้าเจอกับคำวิจารณ์เชิงลบก็อาจจะปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น และเพื่อให้การทำ Marketing Communication ดีที่สุด เราจะต้องเก็บฟีคแบคอย่างเป็นกลาง ไม่เข้าข้างตัวเอง เพื่อจะได้พัฒนาต่อยอดการสื่อสารการตลาดให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปนั้นเองค่ะ  อยากเริ่มทำ Marketing Communication แล้วใช่ไหมคะ?การวางแผนกลยุทธ์การสื่อสารที่ทรงพลังก็ทำให้เข้าใกล้ความสำเร็จได้ เราพร้อมช่วยเหลือให้คุณจบทุกปัญหาที่เคยเจอ พร้อมช่วยให้ธุรกิจคุณสำเร็จได้มากกว่า ปรึกษา 1Moby ได้นะคะ เรามีผู้ช่วยด้านการสื่อสารอย่างเช่น ThaiBulkSMS หรือ MBOX ที่ตอบโจทย์การทำงานของคุณแน่นอนค่ะ

2 ตุลาคม 25668 min read
article image
Marketing Automation

Marketing Automation กับ chatbot กับเรื่องที่คนเข้าใจผิดเกี่ยว

พูดถึงเรื่องราว Marketing Automation เป็นการตลาดแบบอัตโนมัติที่ใช้ซอฟต์แวร์หรือเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือเพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพให้ธุรกิจในยุค New Normal ที่ต้องรวดเร็วทันใจ สะดวกมากขึ้น ลดการใช้จำนวนคน ช่วยประหยัดแรง ไม่เหนื่อย แถมยังเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ดี จะบอกว่าการใช้เครื่องมือ Marketing Automation อย่าง Chatbot และ AI Bot มาช่วยบริการและช่วยการขาย ตอบแชทพูดคุยกับลูกค้าก็เป็นอีกสิ่งที่นักการตลาด และนักธุรกิจหันมาใช้กันจำนวนมาก เพราะด้วยข้อดีคือ Chatbot และ AI Bot สามารถทำงานได้ตลอดเวลาแบบ 24/7 จึงเป็นอะไรที่สร้างมูลค่าให้ธุรกิจได้ดีกว่า  Chat นั้นสำคัญแค่ไหน?          จากข้อมูลพบว่า ลูกค้ายุค New Normal ชอบพูดคุยสอบถาม ยิ่งธุรกิจตอบแชท (ว่าที่) ลูกค้าได้ไวเท่าไหร่ก็ปิดยอดขายได้เยอะเท่านั้น ดังนั้น การนำ Marketing Automation อย่าง Chatbot และ AI Bot มาใช้ช่วยเสริมพลังให้ธุรกิจจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก เพื่อไม่ให้เสียโอกาสปิดยอดขายนั้นเอง          การันตีว่าระบบแชทพูดคุยในโลกออนไลน์สำคัญจริง ๆ นะ อ้างอิงจากข้อมุลล่าสุด Facebook ทำการศึกษา Conversational Commerce: The nextgen of E-Com"เผยเทรนด์การช้อปปิงแห่งอนาคตในไทยบอกว่าคนไทยซื้อของออนไลน์มากขึ้น ผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z และกลุ่ม Millennials 8 ใน 10 คน ชอบจะติดต่อร้านค้าผ่านแอปพลิเคชันส่งข้อความผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทย 4 ใน 5 คนบอกว่า รู้สึกใกล้ชิดกับธุรกิจมากขึ้นหลังจากการแชทออนไลน์ในช่วงก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ 83% ของลูกค้าส่งข้อความหาร้านค้าหรือธุรกิจก่อน เกือบ 70% ของลูกค้า ชอบส่งข้อความหาร้านค้าในช่วงซื้อสินค้า ลูกค้าที่ซื้อสินค้าหรือบริการไปแล้วประมาณ 58% มักจะส่งข้อความมาพูดคุยสอบถามในแชท          อ้างอิงจากสถิติดังกล่าว ทำให้เราเห็นว่า การทักแชทกลายมาเป็นอีกฮีโร่ช่วยสร้างความมั่นใจ และเพิ่มประสบการณ์การช้อปปิงแบบไร้รอยต่อ โดยเฉพาะการนำ Marketing Automation อย่าง Chatbot กับ AI Bot มาใช้ให้ถูกต้องเหมาะสมกับธุรกิจเรา Chatbot กับ AI Bot มันไม่เหมือนกัน          การนำ Marketing Automation ในการตอบแชทลูกค้า เพราะหลายคนคาดหวังว่า Chatbot จะต้องทำได้แบบเดียวกับ AI นั้นเป็นการเข้าใจผิดเป็นอย่างมากนะ            เนื่องจาก Chat bot กับ AI Bot ไม่เหมือนกัน แม้ระบบ Marketing Automation ทั้งสองจะถูกสร้างมาเพื่อเลียนแบบการพูดคุยตามสไตล์ของมนุษย์ก็ตาม แต่ก็ไม่เหมือนกันแต่อย่างใด เพราะ Chat Bot เป็นระบบแชทที่คิดเองไม่ได้ แต่ AI Bot นั้นคิดเองได้และตอบคำถามได้มากกว่าเยอะ สร้างประสบการณ์เสมือนจริงได้มากกว่า แต่ก็มีต้นทุนการลงทุนค่อนข้างสูงChatbot คืออะไรเรามาเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับ Marketing Automation อย่าง Chatbot คือ การที่เราตั้งระบบกำหนดคำถามให้เลือก ถามตอบคำถามพบบ่อย ตอบคำถามพื้นฐาน ใช้ลดปัญหาการตอบคำถามหรือการประสานงานโดยไม่จำเป็น ซึ่งระบบ Chatbot จะตอบตามที่ระบบตั้งไว้เท่านั้น เป็นระบบที่ไม่สามารถคิดประมวลผลเองได้ จะต้องถูกกำหนดโดยมนุษย์ ส่วนใหญ่ลูกค้าจะรู้ว่านี้คือ Chatbot อย่างเช่น แชท Facebook มีไว้กดสั่งสินค้า ตอบคำถามลูกค้า หลาย ๆ ธุรกิจต้องการแค่นี้ก็พอ ไม่จำเป็นต้องเสียงบทำถึงขั้น AI Bot ก็ได้AI Bot คืออะไร          ชื่อเต็ม ๆ ของ AI Bot คือ Artificial Intelligent Bot บางครั้ง บางคนก็เรียกว่า Intelligent Bot จัดว่าเป็นปัญญาประดิษฐ์ เราสามารถพิมพ์คำไหน แบบไหนก็ได้ ระบบจะทำการกรองและคำโต้กลับได้อย่างอิสระและชาญฉลาดกว่า Chatbot ทั้งนี้ ธุรกิจจะต้องสร้างบทสนทนา Dialogue Flow ให้ AI Bot นะ          เนื่องจาก AI Bot เป็นบอทอัจฉริยะพัฒนาด้วยภาษาแบบ Natural Language Processing (NLP) จำลองบทสนทนาของมนุษย์แบบเราที่พูดคุยกันในชีวิตประจำวันได้อย่างแม่นยำสุด ๆ ถึงขั้นที่บางสำนักบอกว่า AI Bot นี่คือบริการในโลกอนาคตเชียวล่ะ เทียบระหว่าง Chatbot กับ AI botDetailMarketing Automation ChatbotAI Botสามารถตอบแชทลูกค้าได้ทุกวันตลอด 24/7✓✓ใช้ภาษาตอบแชทได้อิสระเป็นธรรมชาติเหมือนคนคุยกันจริงๆ ✗✓          เข้าใจเพิ่มมากขึ้นแล้วใช่ไหมว่า AI Bot ไม่ใช่ Chatbot ทั้งสองอย่างไม่เหมือนกัน ดังนั้น รู้ก่อนจะได้เลือกถูกว่าธุรกิจเราจะใช้อะไรถึงจะเหมาะสม แม้ต้นทุนการลงทุนจะสูงกว่าการใช้แรงงานคน แต่ Chatbot และ AI Bot นั้นสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพภายใต้การดูแลควบคุมของคนเราอยู่ดี เอาเป็นว่า ถ้าเลือกไม่ถูกปรึกษา 1Moby ได้ค่ะ เราพร้อมดูแลการทำการตลาดออนไลน์ที่วัดผลลัพธ์ได้จริงคุ้มค่าแน่นอน  

2 ตุลาคม 25665 min read
article image
Digital Transformation

Digital Transformation คืออะไร พร้อมเสนอตัวอย่างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

ให้เล่าเรื่องราวธุรกิจ และการ Digital Transformation แบบเข้าใจง่ายที่สุด คงต้องบอกว่า วันนี้..ได้หมดยุคปลาใหญ่กินปลาเล็ก และสิ้นยุคปลาเร็วกินปลาช้า คงเหลือเพียงแค่ “ปลาที่ใช่” และรู้จักใช้ Digital Transformation ในการทำธุรกิจเท่านั้นที่จะอยู่รอดปลอดภัย          และบทความนี้เรานำรายละเอียด Digital Transformation คืออะไร พร้อมตัวอย่างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ มาบอกเล่าให้ทำความเข้าใจเบื้องต้น เผื่อเป็นไอเดียให้กับนักธุรกิจ ผู้บริหารที่ต้องการเริ่มต้น Transform องค์กรในยุค 5.0 นี้ความหมาย Digital Transformation คือ          ก่อนเข้าเรื่องตัวอย่างธุรกิจที่ทำ Digital Transformation มาทำความรู้จักความหมายกันก่อน Digital Transformation ประกอบด้วยคำศัพท์ 2 คำ นั้นก็คือ Digital ดิจิทัลหรือเทคโนโลยี และ Transformation การเปลี่ยนแปลง  เมื่อนำมารวมกัน Digital Transformation คือ การนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology) มาปรับใช้สร้างสิ่งใหม่มาปรับใช้ในทุกภาคส่วนขององค์กรอย่างมีกลยุทธ์ วัดผลลัพธ์ได้จริง บนเป้าหมายนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น ดียิ่งกว่าเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและช่วยให้ตามเทรนด์ของโลกยุคปัจจุบัน  จะบอกว่า การทำ Digital Transformation ไม่จำกัดเพียงแค่บริษัทยักษ์ใหญ่เท่านั้น แต่บริษัทเล็ก ๆ หรือธุรกิจไหน ๆ ก็ทำได้ทั้งนั้น และสนใจรายละเอียดเกี่ยวกับ Digital Transformation สามารถอ่านบทความ Digital Transformation คืออะไร มีเทรนด์ไหนบ้างที่กำลังมาแรง ได้นะคะทีม 1Moby เขียนสรุปเอาไว้ให้แล้วค่ะ ทำ Digital Transformation แล้วได้ประโยชน์อะไร          ทำไมสมัยนี้ ต้องทำธุรกิจแบบ Digital Transformation ให้เข้าใจและเห็นภาพมากขึ้น ขอยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ Customer Data โดยจะแยกเป็น 3 หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับแนวทาง Transform ได้แก่ด้าน Customer Communication : การกระจายข้อมูล ข่าวสารและการโฆษณาผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับแต่ละองค์กรด้าน CRM : การเชื่อมต่อสื่อสารกับลูกค้า เพื่อสร้างความพึงพอใจ ระบบ Loyalty ต่าง ๆ เพื่อสร้างกลยุทธ์ที่จะนํามาชนะใจลูกค้า เพิ่มโอกาสการซื้อซ้ำให้มากขึ้น แบบไม่ต้องหาลูกค้าใหม่ ๆ ให้เหนื่อย ด้าน Customer Engagement : พัฒนาเทคโนโลยี และออกแบบโซลูชันที่สะท้อนถึงตัวตนขององค์กร ช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในแบรนด์มากยิ่ง ขึ้น เช่น Metaverse, Minigame หรือกิจกรรมที่ทำร่วมกันกับแบรนด์ให้เกิดความสัมพันธ์ในระยะยาว          จากทั้ง 3 ข้อที่เล่ามา เพื่อให้เห็นภาพผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงแบบชัดเจนที่สุด เราไม่จำเป็นว่าจะต้อง Transform หรือทำตามทั้งหมด สามารถเลือกเริ่มต้นเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของธุรกิจ หากไม่รู้จะเริ่มยังไงสามารถเก็บข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บทความการวาง Digital Transformation Roadmap ให้ไม่พัง ทำได้จริงตัวอย่าง : ธุรกิจที่ทำ Digital Transformation ประสบความสำเร็จNetflix          เริ่มจาก Netflix เปลี่ยนจากผู้ส่ง DVDs ทางไปรษณีย์ สู่การเป็นผู้นำในการให้บริการสตรีมมิ่งวิดีโอคอนเทนต์และปัจจุบันก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำในการผลิต Original Content แบบเฉพาะตามรูปแบบของ Netflix เป็นการต่อยอด และ Tranform ด้าน Customer Communication ช่วยให้สื่อถึงมือผู้ใช้งานแบบ Self-service platform ได้ง่ายดายมากขึ้น ง่ายแบบเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลาที่ลูกค้าต้องการสลากดิจิทัล เป๋าตัง          ขยับกลับมาใกล้ตัวกันหน่อยกับกรณีศึกษา Tranform โดยภาครัฐ เปิดให้ซื้อสลากดิจิทัลหรือแอปพลิเคชัน GLO ที่อยู่บนแอปพลิเคชันเป๋าตังอย่าง จัดว่าเป็นการพัฒนาด้าน Customer Communication ได้อย่างเข้าถึง ช่วยให้การค้นหาเลขเด็ดกลายเป็นเรื่องง่าย เพียงแค่พิมพ์ตัวเลขที่ต้องการ ในราคาใบละ 80 บาท          การันตีเลยว่าการ Tranform ครั้งนี้ถูกใจคอหวยเป็นอย่างมากจากกระแสตอบรับในการซื้อสลากออนไลน์ที่มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ พร้อมกันนี้ในแอปยังมีทีเด็ด คือ ถูกหวยรางวัลปุ้บก็รับเงินเข้าบัญชีได้ทันทีแบบไม่ต้องไปดำเนินเรื่องให้เสียเวลา พร้อมกับฟีเจอร์ช่วยตรวจหวย สแกนสลากที่ซื้อจากข้างนอกมาเก็บไว้ก็ได้ และมีข้อมูลสถิติสลากย้อนหลังให้ดูด้วย เรียกได้ว่า มีครบถ้วนจริง ๆพิมรี่พายขายทุกอย่าง         จะไม่พูดถึงเจ้าแม่ขายของออนไลน์ชื่อดังในเมืองไทยอย่าง “พิมรี่พาย” ที่มีผู้ติดตามหลักล้าน! หากให้หยิบยกตัวอย่างการ Tranform ให้มากกว่าการขายของออนไลน์ของพิมรี่พายที่น่าสนใจก็คือ การลงทุนเปลี่ยนแปลงระบบหลังบ้านและการจัดส่งครั้งใหญ่ให้แม่นยำยิ่งขึ้น ด้วยการส่งลิงก์คอนเฟิร์มรายการที่สั่งซื้อให้ลูกค้าตรวจสอบก่อนโอนเงิน หลังจากกรอกข้อมูลครบก็จะมีข้อความส่งยืนยันเลขพัสดุของลูกค้า เพื่อจบปัญหาดราม่าส่งของไม่ครบ ส่งของช้า ฯลฯ ซึ่งเป็นกลยุทธ์สยบดราม่าได้อย่างสิ้นเชิง  อยากทำ Digital Transformation ต้องเริ่มยังไง?          อ่านมาถึงตรงนี้น่าจะได้ไอเดีย และแรงบันดาลใจในการทำ Digital Transformation และคุณเองก็สามารถ Transform ธุรกิจของคุณได้ หากไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงปรึกษาหรือให้ 1Moby ดูแลคุณ ปรึกษาฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

2 ตุลาคม 25666 min read
1...678...10